สฟาลบาร์ อุโมงค์นิรภัยเมล็ดพันธุ์พืช เรือโนอาห์นอกพระคัมภีร์ แหล่งสำรองอาหารวันสิ้นโลกของมนุษยชาติ
พระคัมภีร์ของศาสนาคริสต์ อิสลาม และยูดาห์ ได้เล่าถึงตำนานวันสิ้นโลก (Doomsday) โดยปรากฏชื่อ "เรือโนอาห์" (Noah’s Ark) เรือยักษ์ทำจากไม้โกเฟอร์ ซึ่งสร้างขึ้นตามประสงค์ของพระเจ้าเพื่อบรรทุกโนอาห์ และครอบครัวซึ่งเป็นคนสุจริต พร้อมด้วยอาหาร และสิงสาราสัตว์ทุกชนิด ทั้งเพศผู้ เพศเมีย อย่างละ 1 คู่ เพื่อให้รอดพ้นจากเหตุที่พรเจ้าทรงบันดาลให้ ฝนตกหนัก 40 วัน 40 คืน จนเกิดน้ำท่วมติดต่อกันถึง 150 วัน ทำให้มนุษย์ สัตว์เลื้อยคลาน และสัตว์ป่าบนโลกพากันล้มตายจนหมดไม่เหลือเลยแม้เเต่ชีวิตเดียว และต่อมาพระเจ้าก็ได้บันดาลให้น้ำลดลงโดยใช้เวลา 150 วัน และแผ่นดินแรกก็ได้ผุดขึ้นหลังจากการเกิดอุทกภัยครั้งยิ่งใหญ่ของโลก
ทั้งนี้ โลกของเราก็ได้มีการเตรียมการในวันสิ้นโลก แต่ไม่ใช่การสร้างเรือโนอาห์ แต่คือการสร้างอุโมงค์เก็บเมล็ดพันธุ์พืชที่ชื่อว่า Svalbard Global Seed Vault หรือ อุโมงค์นิรภัยเมล็ดพันธุ์พืชโลกสฟาลบาร์ เพื่อสำรองเก็บไว้ใช้ในอนาคต หากโลกเข้าสู่ภาวะวิกฤติทางธรรมชาติที่ทำให้พืชพันธุ์เสียหายจนถึงขั้นสูญพันธุ์
อุโมงค์นิรภัยเมล็ดพันธุ์พืชโลกสฟาลบาร์ (Svalbard Global Seed Vault) เกิดจากความร่วมมือและร่วมทุนของรัฐบาลนอร์เวย์ เมื่อปี ค.ศ. 2004 ภายใต้สนธิสัญญาระหว่างประเทศว่าด้วยทรัพยากรพันธุกรรมพืชเพื่ออาหารและการเกษตร (The International Treaty on Plant Genetic Resources for Food and Agriculture หรือ ITPGRFA) ซึ่งเป็นข้อตกลงระหว่างประเทศที่ต้องการรักษาทรัพยากรพืชจากภัยธรรมชาติและมนุษย์ อุโมงค์แห่งนี้ตั้งอยู่ใจกลางขั้วโลกเหนือ ลึกลงไปภายในภูเขาหิน บนหมู่เกาะสฟาลบาร์ (Svalbard) เมืองลองเยียร์เบียน (Longyearbyen) ประเทศนอร์เวย์ เปิดให้ใช้งานอย่างเป็นทางการเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ ปี ค.ศ. 2008
อุโมงค์นี้มีลักษณะเป็นทรงสี่เหลี่ยม เจาะลงไปในภูเขาหินทรายใต้ชั้นดินลึกราว 120 เมตร ปลอดภัยจากการถูกรบกวนเพราะอยู่เหนือสุดของโลกจนเครื่องบินพานิชย์ยากจะไปถึง ตลอดอุโมงค์ประกอบด้วยผนังคอนกรีตเสริมเหล็ก ติดตั้งท่อความร้อน และท่ออากาศสำหรับผู้ปฏิบัติงาน พร้อมทั้งประตูเหล็กหนาหลายชั้น และระบบรักษาความปลอดภัยอิเล็กทรอนิกส์ และมีชั้นดินเยือกแข็งคงตัวที่ช่วยรักษาอุณหภูมิอุโมงค์เก็บเมล็ดพันธุ์ให้อยู่ในอุณหภูมิต่ำกว่าจุดเยือกแข็งได้แม้ระบบพลังงานไฟฟ้าล้มเหลว ด้วยโครงสร้างที่แข็งแรงและที่ตั้งทางภูมิศาสตร์เฉพาะตัว ทำให้สถานที่นี้เป็นจุดที่เหมาะสมที่สุดสำหรับการเก็บรักษาเมล็ดพันธุ์ให้ปลอดภัยจากความเสี่ยงต่าง ๆ ได้เป็นระยะเวลายาวนาน
อุโมงค์นิรภัยเมล็ดพันธุ์พืชโลกสฟาลบาร์ เก็บรักษาเมล็ดและหัวพันธุ์พืชมากถึง 1,331,458 ตัวอย่าง ของพืช 6,297 สายพันธุ์ จาก 123 ประเทศทั่วโลก (ข้อมูล ณ เดือนกุมภาพันธ์ 2025) เจ้าหน้าที่จะบรรจุเมล็ดพันธุ์ในในถุงสุญญากาศอะลูมิเนียม ที่ออกแบบและพัฒนาด้วยเทคโนโลยีด้านวิศวกรรมและวัสดุศาสตร์ แล้วเก็บใส่กล่องที่อยู่ในห้องนิรภัยความชื้นต่ำที่อุณหภูมิ -18 องศาเซลเซียส สามารถเก็บรักษาไว้ได้เป็นเวลานานหลายร้อยปีหรือนับพันปี โดยมีการระบุชื่อ หน่วยงาน และประเทศของผู้ฝาก ซึ่งเมล็ดพันธุ์พืชเหล่านี้เป็นสมบัติของประเทศที่ส่งพันธุ์พืชมาเก็บรักษาไว้ แต่ต้องปฏิบัติตามกฎหมายระหว่างประเทศว่าด้วยอุโมงค์นิรภัยเมล็ดพันธุ์พืช หากจะทำการถอนนำหัวและเมล็ดพันธุ์นั้นมาใช้ ก็ต้องกระทำโดยผู้ที่มีข้อมูลระบุอยู่บนกล่องเช่นกัน
นอกจากการจัดเก็บเมล็ดพันธุ์พืชแล้ว อุโมงค์นิรภัยเมล็ดพันธุ์พืชโลกสฟาลบาร์ยังมีการจัดเก็บข้อมูลลงบนฐานข้อมูลออนไลน์ โดยศูนย์ทรัพยากรพันธุกรรมพืชนอร์ดิก (Nordic Genetic Resource Center หรือ NordGen) ซึ่งอยู่ภายใต้การดูแลและสนับสนุนของรัฐบาลประเทศนอร์เวย์ เป็นผู้รับผิดชอบ นอกจากนี้ยังมีการนำฐานข้อมูลของพันธุ์พืชเก็บรักษาไว้บนแผ่นนาโนฟิล์มที่ทนต่ออุณหภูมิเย็นจัด สามารถนำออกมาดูด้วยเครื่องฉายภาพจากแผ่นฟิล์ม และแว่นขยาย เพื่อป้องกันข้อมูลสูญหาย หากฐานข้อมูลแบบออนไลน์ถูกทำลาย
เมืองสฟาลบาร์ เป็นเมืองที่อยู่เหนือที่สุดในโลกที่มีมนุษย์อาศัยอยู่ถาวร และเป็นเมืองที่ขึ้นชื่อว่าอากาศสะอาดที่สุดในโลก แต่วิกฤติโลกร้อนก็ส่งผลกระทบถึงเมืองนี้ หอสังเกตการณ์สำหรับวัดระดับก๊าซเรือนกระจก และมลพิษทั่วโลก ชี้ว่าสฟาลบาร์ได้รับผลกระทบจากภาวะโลกร้อนมากที่สุด เนื่องจากเป็นสถานที่ร้อนขึ้นมากที่สุดในโลก มลพิษบางชนิดเพิ่มขึ้น และเริ่มมีมลพิษใหม่ๆ พัดพามาตามลม รวมถึงระดับของไมโครพลาสติก ก๊าซมีเทนที่เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ แต่เจ้าหน้าที่ของอุโมงค์นิรภัยเมล็ดพันธุ์พืชโลกสฟาลบาร์ยืนยันว่า เมล็ดพันธุ์พืชที่เก็บอยู่ในนี้จะยังคงปลอดภัยอีกหลายร้อยปี เพราะเมล็ดพันธุ์เหล่านี้อยู่ในชั้นดินเยือกแข็งคงตัวที่ช่วยรักษาอุณหภูมิอุโมงค์เก็บเมล็ดพันธุ์ให้อยู่ในอุณหภูมิต่ำกว่าจุดเยือกแข็งได้ และถึงแม้ระบบพลังงานไฟฟ้าล้มเหลว ก็จะใช้เวลานานนับศตวรรษกว่าอุณหภูมิภายในห้องใต้ดินจะสูงกว่าศูนย์องศาเซลเซียส
ประเทศไทยเริ่มมีการส่งเมล็ดพันธุ์พืชไปฝากไว้ที่อุโมงค์นิรภัยสฟาลบาร์ เมื่อเดือนสิงหาคม ปี พ.ศ. 2561 (2018) โดยกรมการข้าวนำพันธุ์พืชไปฝากเก็บไว้ 80 กว่าชนิดพันธุ์ ส่วนกรมวิชาการเกษตรนำพืชสวน พืชไร่ไปฝาก 32 สายพันธุ์
ล่าสุด อุโมงค์นิรภัยสฟาลบาร์เตรียมรับเมล็ดพันธุ์พืชจากทั่วโลกเพิ่มอีกกว่า 14,022 ตัวอย่าง ทั้งจากบุรุนดี คอสตาริกา มาเลเซีย ไนจีเรีย แซมเบีย ซิมบับเว โกตดิวัวร์ จอร์เจีย เคนยา ลิทัวเนีย นอร์เวย์ สวีเดน สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ รวมถึงเมล็ดพันธุ์ข้าวจากประเทศไทย นับเป็นการฝากเมล็ดพันธุ์พืชครั้งที่ 66 ตั้งแต่เปิดให้เริ่มฝากในปี 2008 ซึ่งปกติแล้วจะมีการฝาก 3 ครั้งต่อปี (กุมภาพันธ์ มิถุนายน และตุลาคม) โดยเมล็ดพันธุ์เหล่านี้นอกจากจะปลอดภัยจากวิกฤติทางธรรมชาติ สงคราม เชื้อโรค และหายนะภัยอื่นๆ แล้ว ยังเป็นสัญลักษณ์ของภูมิปัญญา วัฒนธรรมของแต่ละชาติอีกด้วย
Advertisement