คืบหน้าจากกรณีช่วงเวลา 03.00 น.เช้ามืดของวันที่ 26 ก.พ.68 รถบัสทัวร์ 2 ชั้น ทะเบียน 30-0040 บึงกาฬ โดยคณะทัวร์เดินทางจากเทศบาลตำบลพรเจริญ อ.พรเจริญ จ.บึงกาฬ จะไปศึกษาดูงาน ที่ จ.ระยอง ได้เกิดอุบัติเหตุพลิกคว่ำลงข้างทางบริเวณทางลงเขาศาลปู่โทน ในพื้นที่ ม.4 ต.บุพราหมณ์ อ.นาดี จ.ปราจีนบุรี ทำให้มีผู้ได้รับบาดเจ็บจำนวน 32 ราย นำตัวมาคัดกรองที่ รพ. สต.ทับลาน และได้นำไปรักษาที่, รพ. นาดี 23 ราย , รพ.กบินทร์บุรี 9
จากการตรวจสอบรถคันนี้มีประกันภัย พ.ร.บ. เป็นประกันภัยภาคบังคับให้ความคุ้มครองผู้เสียชีวิต 500,000 บาทต่อราย และมีประกันภัยภาคสมัครใจประเภท 3 ให้ความคุ้มครองผู้เสียชีวิต 500,000 บาท ต่อรายเช่นกัน และมีประกันภัยอุบัติเหตุส่วนบุคคลคุ้มครองกรณีผู้โดยสารและผู้ขับขี่เสียชีวิต ให้ความคุ้มครอง 50,000 บาทต่อราย เช่นกัน ผู้ได้รับบาดเจ็บจะได้การคุ้มครองจากประกันภัย พ.ร.บ. วงเงินสูงสุดไม่เกิน 80,000 บาท ต่อราย
จากการสอบถามนายทราย โคตะมี อายุ 65 เป็น สมาชิกสภาเทศบาลตำบลพรเจริญ รอดตายอย่างหวุดหวิด กล่าวว่า มาจากบึงกาฬจะไปศึกษาดูงานที่จังหวัดระยอง แรกตนนั่งรถคันที่เกิดเหตุมาและเมื่อมาถึงโคราช ตนจึงเปลี่ยนรถนั่งคันที่ 1 เพื่อจะไปร้องเพลง คันนี้มีแต่คนนอนกลัวไปรบกวนเขา ตนไม่คิดว่าจะมีผู้เสียชีวิตมากขนาดนี้ ผู้เสียชีวิตเป็นคนตำบลเดียวกัน การไปศึกษาดูงานครั้งนี้ไปดูเกี่ยวกับการคัดแยกขยะทำเกี่ยวกับขยะ ถ้าเกิดเหตุการณ์แบบนี้ตนก็ไม่อยากไปแล้ว เกิดการสูญเสียขึ้นมามันไม่คุ้ม ความรู้สึกตนตอนนั้นมันเป็นยังไงไม่รู้ มีความรู้สึกไม่อยากขึ้นรถคันเดิมจนตัดสินใจไปขึ้นคันที่ 1 เขาว่ารถทัวร์จะไปชนท้ายรถเทรลเลอร์เขาจึงหักหลบไปทางซ้ายเลยเสียหลัก น่าจะเป็นที่ระบบเบรคด้วย
จากการสอบถาม นายวีระพันธ์ ดีอ่อน ผู้ว่าราชการจังหวัด จ. ปราจีนบุรี กล่าวว่า ในช่วงเวลาที่ผ่านมา จ. ปราจีนบุรี ร่วมกับกรมทางหลวงได้ไปหาแนวทางแก้ปัญหา ได้มีข้อเสนอในการจัดสรรงบประมาณจากกรมทางหลวงเพื่อสร้างจุดพักรถและพักผู้ขับรถเป็นการพักผ่อนชั่วคราว ระหว่างนี้เป็นช่วงการประสานงานระหว่างกรมอุทยานสัตว์ป่าและพันธุ์พืช คาดว่าในปีนี้น่าจะได้ข้อยุติที่ทางกรมทางหลวงสามารถจัดสรรงบประมาณก่อสร้าง เหตุที่เกิดมาแล้วสิ่งที่เราจะระดมช่วยกันคือในเรื่องของผู้ได้รับบาดเจ็บ และในเรื่องการเยียวยาในส่วนของผู้ได้รับบาดเจ็บและผู้เสียชีวิตอย่างเต็มที่ โดยให้ราชการทุกหน่วยรวมทั้งภาคีเครือข่ายมูลนิธิต่างๆ ช่วยกันเต็มกำลัง ในการเดินทางกลางวันน่าจะลดความเสียงในการเกิดอุบัติเหตุได้ ควรหลีกเลี่ยงในการ้ดินทางงในภาคกลางคืน ตน ขอแสดงความเสียใจกับครอบครัวที่เสียชีวิตด้วย
จากการสอบถาม นายพิภูษณะ ดีแสวง หัวหน้าแผนกกิจกรรมมูลนิธิสัจจะฯ กล่าวว่า ทางเราได้ประสานไปทางมูลนิธิสว่างศรีวิไลธรรมสถาน จังหวัดบึงกาฬ ว่านำรถมาเปลี่ยนถ่ายกับทางเจ้าหน้าที่มูลนิธิสัจจะฯ บริเวณสุสานหัวทะเล โดยได้มีการประสานไปทางงสว่างเมตตาเกื่อขอใช้พื้นที่ในการถ่ายเทร่างผู้เสียชีวิต ตอนนี้ทางเราได้นำร่างผู้เสียชีวิตขึ้นรถอาสาพื่อไปส่งที่หมาย โดยได้รับการสนับสนุนน้ำมันในการเดินทางจาก สส. ในพื้นที่ จ.บึงกาฬ
จากการสอบถามกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ กล่าวว่า เบื้องต้นจากการสันนิษฐานในการเกิดเหตุในครั้งนี้ คาดว่าคนขับน่าจะไม่คุ้นชินทาง อาจจะตรวจเช็คระบบลมเบรคไม่ดีอาจจะเบรคหมดแล้วเบรคไม่ทำงาน ส่วนสาเหตุที่แท้จริงต้องรอสอบสวนกับคนขับรถ
ต่อมาเมื่อเวลา 10.30 น.ผู้สื่อข่าวได้เดินทางไปที่จุดจอดลงเวลา สภ.วังขอนแดง ซึ่งเป็นจุดลงเวลาของรถบรรทุกและรถทัวร์ จากการตรวจสอบพบว่ารถบรรทุกโดยส่วนมากจะขับเข้ามาช่องบริเวณที่ลงเวลา แต่ไม่จอดรถลงมาทำการตรวจตรวจเช็คหรือลงเวลา ตามที่ทางเจ้าหน้าที่กำหนด นี่อาจจะเป็นอีกหนึ่งสาเหตุที่ทำให้เกิดโศกนาฏกรรมกับ 18 ชีวิตที่เกิดขึ้นในครั้งนี้ด้วย
ส่วนบริเวณจุดเกิดเหตุยังพบว่ามีทางเจ้าหน้าที่นำกรวยมากั้น พร้อมทั้งให้ทางเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องมาตามการค้นหาทรัพย์สินของมีค่าของผู้ที่เดินทางมาในรถของคันเกิดเหตุ และรอหน่วยงานที่เกี่ยวข้องลงทำการตรวจสอบก่อนทำการเก็บกู้ซากรถ
หลังจากพิสูจน์เอกลักษณ์ของผู้เสียชีวิตทั้งหมดแล้ว เวลา 11.45 น.ขบวนศพเคลื่อนออกจกโรงพยาบาลเพื่อกลับภูมิลำเนาแล้ว
ล่าสุดมีรายงานว่า เวลา 12.30 น. มีผู้เสียชีวิตเพิ่มอีก 1 ราย รวมผู้เสียชีวิต 19 ราย เจ็บ 30 ราย
Advertisement