วันที่ 2 เม.ย. 68 ที่รัฐสภา นาย วิโรจน์ ลักขณาอดิศร สส.บัญชีรายชื่อ และรองหัวหน้าพรรคประชาชน ในฐานะประธานคณะทำงานช่วยเหตุภัยพิบัติ พรรคประชาชน ให้สัมภาษณ์ถึงความคืบหน้าการตรวจสอบเหตุการณ์ อาคารสำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) ถล่มว่า
มีหลายคนตั้งข้อสังเกตถึงขอบเขตงานประมูล การจัดซื้อจัดจ้างว่าถูกต้องตามระเบียบหรือสมเหตุสมผลหรือไม่ บริษัทที่ชนะการประมูลมีสัดส่วนผู้ถือหุ้นเป็นอย่างไร มีการนำเอานอมินีที่เป็นคนไทยเข้ามาถือหุ้น โดยที่ไม่มีบทบาททางการบริหารใดๆ หรือไม่ ซึ่งพอโยงใยเข้าไป มีข้อสังเกตว่าน่าจะเกี่ยวพันกับหลายเรื่อง หลายคนเชื่อมโยงกับนายทหารระดับสูงยศพลเอก ที่กระทำอัตวินิบาตกรรมไปเมื่อ 3 ปีก่อนว่าอาจจะมีความโยงใย เกี่ยวพันกับบริษัทนี้ หรือบริษัทร่วมค้ากับบริษัทนี้ ซึ่งหลายคนตั้งข้อสังเกตว่าความจริงแล้วมีบริษัทที่น่าเชื่อถือและมีประสบการณ์ในการสร้างอาคารสูง แต่กลับไม่ชนะการประมูล เหตุใดบริษัทนี้จึงชนะการประมูล โดยการตรวจสอบข้อมูลทั้งหมดจะเรียกว่ารื้อค้นเอกสารกันเลย เพื่อตรวจสอบในเชิงลึกแน่นอน
สำหรับข้อมูลที่ได้มาเบื้องต้น นายวิโรจน์ กล่าวว่า พูดถึงหากเราพูดถึง สตง. ก็ต้องพูดถึงประธานคณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดิน (คตง.) ที่เป็นนายทหารระดับสูง ซึ่งได้รับการแต่งตั้งจากสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) โดยเกี่ยวดองหนองยุ่งกับคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) โดยจะต้องตรวจสอบข้อเท็จจริงทั้งหมด และจะต้องให้ความเป็นธรรม เพราะมีบริษัทนายทหารระดับสูงบางคนเข้าไปเกี่ยวดองหนองยุ่งกับบริษัทร่วมค้ารายนี้ ซึ่งก็ต้องไปตรวจว่า มีความเกี่ยวข้องในทางสุจริตหรือไม่ อย่างไร เพราะในส่วนนี้มีข้อสงสัยเยอะมาก
นายวิโรจน์ ตั้งคำถามว่า นอกจากตัวบริษัทตัวผู้ถือหุ้น การประกวดราคา ทีโออาร์ การควบคุมงานก่อสร้าง และที่สำคัญคือมูลค่าสุทธิที่ประเทศไทยจะได้จากการก่อสร้างก่อสร้างอาคารแห่งนี้เป็นเท่าไหร่กันแน่ เพราะมีการตั้งข้อสังเกตว่าบริษัทที่เข้ามาประมูล ไม่ใช่แค่บริษัทนี้ แต่เป็นบริษัทที่เรียกว่าบริษัทจีนเทา ที่เข้ามายึดกิจการภายในประเทศ ถ้าชนะการประมูลหรือได้งาน วัสดุจะมีการนำเข้ามาทั้งหมด
“เราได้เพียงค่าแรงและค่าปูน เม็ดเงินที่กระจายอยู่ในเศรษฐกิจที่ได้ประโยชน์เป็นแค่เศษเนื้อข้างเขียง หรือเป็นแค่เศษเสี้ยวเท่านั้นเอง เท่ากับว่าถ้าเรายิ่งปล่อยปะละเลยให้เป็นเช่นนี้ จะยิ่งเป็นการทำลายเศรษฐกิจไทย และเป็นบ่อนทำลายผู้ประกอบกิจการคนไทย ที่ประกอบกิจการโดยสุจริต” นายวิโรจน์ กล่าว
นายวิโรจน์ กล่าวอีกว่า บางครั้งต้องสืบต่อไปด้วยว่าราคาประมูลที่ต่ำขนาดนี้ เป็นเพราะศักยภาพในการนำเข้าวัสดุราคาถูก โดยต้องตรวจสอบว่ามีคุณภาพหรือไม่ ถ้าหากคิดตามหลักบัญชี ถ้าราคาที่เสนอถูกแบบผิดปกติ แบบที่กิจการสุจริตไม่สามารถกระทำได้ ซึ่งตรงนี้ต้องตรวจสอบก่อนยังไม่ชี้ชัด แต่หากเป็นเช่นนี้ จะต้องเดินไปสู่เรื่องของการฟอกเงินด้วย เพราะตอนนี้เราพบว่าเป็นปัญหาที่รุนแรงมากในประเทศ คือมีมาเฟียข้ามชาติ ผู้มีอิทธิพลข้ามชาติ สุมหัวแล้วติดสินบนกับเจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครอง เจ้าหน้าที่รัฐระดับสูง โดยนำเงินสกปรกที่ได้มาจากยาเสพติด คอลเซ็นเตอร์ หรือพนันออนไลน์ จากกิจการทุจริตใดๆ ก็ตามมาซื้อสินทรัพย์ที่สามารถผลิตเป็นเงินสดออกมา เพื่อฟอกเงินจากเงินเทาเป็นเงินสะอาด แล้วป้อนคืนให้กับผู้มีอิทธิพลรายนั้นได้ ตอนนี้จะเห็นว่ามีการซื้อกิจการขนส่งบ้าง ร้านอาหาร โรงแรม รีสอร์ต ต่างๆที่พักต่างๆ ทั้งนี้ ตนกำลังจับตาดู เพราะมีการไปซื้อคอนโดมิเนียมหรืออาคารห้องชุด ราคาตั้งแต่ 8-10 ล้านบาท แต่มาปล่อยเช่ารายวันในอัตรา 900-1,000 บาท ซึ่งไม่ว่าจะคิดอย่างไร โอกาสที่จะถึงจุดคุ้มทุนทำกำไรนั้นยากมาก ดังนั้น จะเข้าข่ายฟอกเงินหรือไม่ ถือว่าน่ากลัวมาก
เมื่อถามย้ำว่า ข้อมูลในมือมีชัดขนาดไหน นายวิโรจน์ กล่าวว่า ตอนนี้ยังกระจัดกระจาย จะจริงหรือเท็จเกี่ยวหรือไม่เกี่ยว หรือแค่โยงใยโดยบังเอิญ เป็นเรื่องที่ต้องตรวจสอบ หากไปกล่าวหาเลยจะไม่เป็นธรรม ต้องดูว่าผู้ถือหุ้นของบริษัทที่มีกิจการร่วมค้าและได้งาน ถือเป็นตัวจริงหรือไม่ หรือเป็นหรือเป็นนอมินี
ส่วนกรณีรัฐมนตรี ทั้งนายพิชัย นริพทะพันธุ์ รมว.พาณิชย์ ออกมาเรียกร้องให้ทำเป็นคดีพิเศษ และนายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รมว.อุตสาหกรรม ระบุว่าทุนจีนเหล่านี้มีมูลค่ามาก การที่รัฐมนตรีพูดในทำนองนี้สะท้อนอะไร นายวิโรจน์ กล่าวว่า เรื่องนี้คงต้องหารือกัน แต่ยืนยันว่าคดีนี้เมื่อเกี่ยวพันกับผู้มีอิทธิพลข้ามชาติ มาเฟียข้ามชาติ ห้ามตัดประเด็นเรื่องการฟอกเงินอย่างเด็ดขาด และหากเราจะทำเรื่องการฟอกเงินการพัวพันกับกลุ่มอาชญากรข้ามชาติ การเอาเงินสกปรกสีดำมาฟอก ซึ่งตนขอย้ำว่าเป็นข้อสงสัย ทางออกที่ดีที่สุดคือต้องทำเป็นคดีพิเศษให้ได้ เพราะเกินอำนาจของตำรวจที่จะเข้าไปสืบสวนไปสาวเรื่องเหล่านี้ ซึ่งกำลังทำลายทั้งเศรษฐกิจไทย และทำให้ไทยกลายเป็นกลายเป็นศูนย์กลางการฟอกเงินของอาชญากรข้ามชาติหรือไม่ ถือเป็นเรื่องน่ากังวล
เมื่อถามว่า จะสรุปได้เมื่อไหร่ นายวิโรจน์ กล่าวว่า ตนอยากใช้เวลา 2-3 วัน เรียบเรียงประเด็นที่น่าสนใจ โดยนายสุรเชษฐ์ ประวีณวงค์วุฒิ ประธานกรรมาธิการ (กมธ.) ติดตามงบประมาณสภาฯ พร้อมที่จะดึงเอกสารงบประมาณของ สตง. มาตรวจสอบ ขณะที่นายสิทธิพล วิบูลย์ธนากุล ประธานคณะ กมธ. การพัฒนาเศรษฐกิจ สภาฯ ก็พร้อมที่จะสืบสวนสอบสวนเรื่องจีนเทาและนอมินี จากนั้นจะสรุปการบ้านหรือประเด็นที่น่าสืบเสาะต่อว่ามีอะไรบ้าง
ส่วนที่ผู้ว่า สตง. ออกแถลงการณ์ภายใน ให้กำลังใจเจ้าหน้าที่ สตง. มีการหยิบยกเรื่องสร้างบ้านใหม่ จนคนวิพากษ์วิจารณ์ว่าเหมาะสมหรือไม่ นายวิโรจน์ กล่าวว่า แม้เป็นประกาศภายในแต่ก็ต้องพร้อมรับความถูกกาลเทศะและการวิพากษ์วิจารณ์
"เราห้ามเหมารวมข้าราชการที่ สตง. เพราะคนที่ตั้งใจทำงานจริงก็มีอยู่มากและส่วนใหญ่ไม่ได้เกี่ยวข้องกับความเสี่ยงในกรณีนี้ แต่สิ่งที่ สตง. ควรต้องรับฟังคือข้อวิจารณ์จากหน่วยงานราชการด้วยกัน ที่ประสบกับความลำบากและการถูกจับผิดโดยที่ไม่ฟังเหตุผลจาก สตง.บ่างคน ที่เมื่อไปตรวจคนอื่นเข้มมาก แต่การจัดซื้อจัดจ้างของ สตง.เองที่ปรากฎ มีการใช้ใช้จ่ายเงินจ่ายเงินของแผ่นดิน ที่ควรต้องสำนึก และตระหนักว่าเงินที่ท่านใช้ไม่ใช่เงินของท่านแต่คือเงินของประชาชน" นายวิโรจน์ กล่าว
นายวิโรจน์ ย้ำว่า สตง. ควรต้องกลับมาพิจารณาตัวเอง ส่วนที่มีการเรียกร้องให้ ผู้ว่า สตง. เข้าไปดูหน้างานและให้กำลังใจครอบครัวนั้น ตนเข้าใจ เพราะถ้าคนที่ไม่ได้เกี่ยวข้อง ไม่ได้มีความรู้ด้านวิศวกรรม ตนเกรงว่าจะเป็นการรบกวนการทำงานของเจ้าหน้าที่ รบกวนการทำงานของรศ.ทวิดา กมลเวชช รองผู้ว่า กทม. จึงเห็นว่าให้เจ้าหน้าที่หน้างานรับผิดชอบโดยตรงดีกว่า
Advertisement