ใกล้เข้ามาทุกทีแล้ว สำหรับ “วันปลดแอก” หรือ Liberation Day ของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ที่จะมีการเปิดเผยอัตราภาษีนำเข้า และมาตรการกีดกันทางการค้าอื่นๆ ที่ทรัมป์จะนำมาใช้ “ปรับสมดุลดุลการค้า” ของสหรัฐฯ ให้เท่าเทียมกับประเทศคู่ค้า
แหล่งข่าวจากสื่อต่างประเทศเผยว่า งานแถลงข่าวจะมีขึ้นที่สวนกุหลาบในทำเนียบขาว เวลา 16.00 น. ตามเวลานิวยอร์ก หรือตรงกับ 04.00 น. ตามเวลาไทย ซึ่งตรงกับช่วงเวลาที่ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ปิดการซื้อขายพอดี ขณะที่ทีมเศรษฐกิจของทรัมป์กำลังเร่งมือสรุปรายละเอียดขั้นสุดท้ายเกี่ยวกับ “ขนาด” และ “รัศมีทำการ” ของมาตรการภาษีเหล่านี้
แม้จะยังไม่มีใครรู้แน่ชัดว่าแผนของทรัมป์จะมีอะไรบ้าง แต่สิ่งที่ถูกพูดถึงมากที่สุดคือ “ภาษีตอบโต้” (reciprocal tariffs) ซึ่งยึดแนวคิดว่า หากประเทศใดเก็บภาษีสินค้าจากสหรัฐฯ ในอัตราสูง หรือมียอดเกินดุลการค้ามหาศาล สหรัฐฯ ก็จะ “ตอบโต้” ด้วยการเก็บภาษีในอัตราเท่ากันหรือมากกว่า
ท่ามกลางรายชื่อประเทศคู่ค้าของสหรัฐฯ “ไทย” คือหนึ่งในชาติที่ไม่อาจนิ่งนอนใจได้ เพราะเราถูกจัดให้อยู่ในอันดับที่ 10 ของประเทศที่มีดุลการค้าเกินดุลกับสหรัฐฯ สูงที่สุดในโลก ด้วยมูลค่าสูงถึง 1.6 ล้านล้านบาท ตัวเลขนี้เพียงพอที่จะทำให้ไทยติดโผกลุ่มเสี่ยงที่อาจถูกสหรัฐฯ ขึ้นภาษีนำเข้าในการประกาศมาตรการครั้งใหม่
คำถามใหญ่ที่ยังไร้คำตอบในเวลานี้คือ ไทยจะได้รับผลกระทบหนักแค่ไหน? มาตรการภาษีที่ทรัมป์เตรียมงัดออกมาจะเป็นแบบครอบคลุมทั้งประเทศ หรือจะเลือกยิงตรงเป้าไปยังบางอุตสาหกรรมแบบเฉพาะเจาะจง?
ก่อนที่ภาพทั้งหมดจะกระจ่างในเช้าตรู่วันที่ 3 เมษายน SPOTLIGHT ขอพาผู้อ่านไปสำรวจมุมมองและการประเมินจากนักวิเคราะห์หลากหลายสำนัก ว่าไทยอาจต้องเผชิญอะไร และจะเตรียมรับมือได้อย่างไร
จากรายงานของ Innovest X สำนักวิจัย Goldman Sachs ประเมินว่า กลุ่มประเทศที่อยู่ใน “Dirty 15” ซึ่งรวมถึงไทย อาจถูกสหรัฐฯ เก็บภาษีนำเข้าในอัตรา 15-16% ภายใต้นโยบาย “Reciprocal Tariffs” หรือการจัดเก็บภาษีตอบโต้
การวิเคราะห์ฉากทัศน์ (Scenario Analysis) ของ Innovest X พบว่า หากรัฐบาลสหรัฐฯ เลือกไม่ขึ้นภาษีเพิ่มเติม และธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ลดดอกเบี้ยอีก 1 ครั้งจากระดับ 2.0% เศรษฐกิจไทยในปี 2568 ยังมีแนวโน้มขยายตัวได้ที่ราว 2.5%
อย่างไรก็ตาม หากสหรัฐฯ ใช้มาตรการภาษีในระดับต่างๆ เศรษฐกิจไทยอาจชะลอตัวลงจากคาดการณ์ที่ 2.5% ตามระดับภาษีที่ถูกเรียกเก็บ ดังนี้
นี่ทำให้การชะลอตัวของเศรษฐกิจในระดับที่ Innovest X คาดการณ์ รุนแรงกว่าผลกระทบของ “แผ่นดินไหว” ที่เพิ่งเกิดขึ้นในวันที่ 28 มีนาคมที่ผ่านมาเสียอีก เพราะ Innovest X ประเมินว่า ความเสียหายจากเหตุการณ์แผ่นดินไหวจะอยู่ในวงจำกัดและไม่กระทบต่อโครงสร้างหลักของระบบเศรษฐกิจ รวมถึงไม่กระทบกับ GDP ไทยอย่างมีนัยสำคัญ
ศูนย์วิจัย KKP Research ประเมินว่า ประเทศไทยมีแนวโน้มสูงที่จะได้รับผลกระทบจากนโยบายการค้าของสหรัฐอเมริกา โดยเฉพาะหากมีการบังคับใช้มาตรการ "ภาษีตอบโต้" ซึ่งเป็นนโยบายที่สหรัฐฯ ภายใต้การบริหารของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ มีแนวโน้มสูงที่จะกลับมาใช้อีกครั้ง โดยไทยอาจอยู่ในกลุ่มประเทศแรกที่ถูกบังคับใช้มาตรการนี้ในภูมิภาคเอเชีย จาก 2 เหตุผลหลัก ได้แก่
KKP Research ระบุว่า ผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยจากมาตรการนี้มีความไม่แน่นอนสูง และยังไม่สามารถรวมไว้ในการคาดการณ์ GDP ซึ่งอยู่ในระดับ 2.3% ได้ในขณะนี้
ทั้งนี้ จากการประเมินเบื้องต้น หากสหรัฐฯ ใช้นโยบายเก็บภาษีตอบโต้จริง ไทยอาจเผชิญภาษีนำเข้าในช่วง 10-20% ซึ่งคำนวณจากส่วนต่างระหว่างอัตราภาษีเฉลี่ยที่ไทยเรียกเก็บกับสหรัฐฯ และที่สหรัฐฯ เรียกเก็บกับไทย และผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยอาจอยู่ในช่วง 0.2-0.4% ของ GDP ซึ่งยังไม่รวมผลกระทบจากการเจรจาหรือข้อเสนอที่อาจตามมา เช่น การที่ไทยอาจต้องยอมปรับลดภาษีนำเข้าสินค้าจากสหรัฐฯ เพื่อลดแรงกดดันทางการค้า
ทั้งนี้ KKP เตือนว่า การเก็บภาษีนำเข้าสินค้าไทยจะส่งผลกระทบโดยตรงต่อภาคการส่งออก โดยเฉพาะในกลุ่มอุตสาหกรรมหลักอย่าง ยานยนต์ อิเล็กทรอนิกส์ เครื่องใช้ไฟฟ้า และอาหารแปรรูป ซึ่งพึ่งพาตลาดสหรัฐฯ เป็นหลัก
หากสหรัฐฯ ดำเนินมาตรการภาษีดังกล่าวอย่างต่อเนื่องตลอดทั้งปี โดยไม่มีความพยายามในการเจรจาหรือมาตรการรองรับจากภาครัฐ ผลกระทบทางเศรษฐกิจต่อไทยอาจยิ่งทวีความรุนแรงมากขึ้น
บริษัท ศูนย์วิจัยกสิกรไทย จำกัด หรือ K Research เปิดเผยว่า หากสหรัฐฯ ภายใต้การนำของโดนัลด์ ทรัมป์ กลับมาใช้นโยบายขึ้นภาษีตอบโต้ ไทยจะเผชิญแรงกระแทกทางเศรษฐกิจชัดเจน โดยภาคการผลิตอุตสาหกรรมอาจหดตัวราว 1% ในปี 2568
นอกจากนี้ หากไทยถูกเก็บภาษีเพิ่ม 10% จะกระทบ GDP ราว -0.3% ซึ่งรวมอยู่ในประมาณการ GDP ปี 2568 ที่ 2.4% แล้ว แต่หากสหรัฐฯ กดภาษีขึ้นถึง 25% อาจฉุด GDP ลงไปถึง -0.6% และการเติบโตทั้งปีอาจเหลือใกล้เพียง 2.0%
กลุ่มที่ได้รับผลกระทบตรงคือผู้ส่งออกอิเล็กทรอนิกส์และเครื่องใช้ไฟฟ้า ซึ่งพึ่งพาตลาดสหรัฐฯ สูง คำสั่งซื้อที่ลดลงและภาษีนำเข้าที่เพิ่มขึ้นจะซ้ำเติมต้นทุนและรายได้ ขณะที่อุตสาหกรรมรถยนต์ เหล็ก และอะลูมิเนียม จะได้รับผลกระทบทางอ้อมจากการแข่งขันที่รุนแรงขึ้นในสภาวะเศรษฐกิจโลกชะลอตัว
ด้านผลกระทบต่อแรงงานและการจ้างงาน แรงงานทักษะต่ำในภาคการผลิตจะเป็นกลุ่มเปราะบางที่สุด โดยเฉพาะโรงงานขนาดกลางและใหญ่ในอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์และยานยนต์ที่เริ่มมีสัญญาณปิดกิจการเพิ่มขึ้น
ขณะเดียวกัน ไทยก็ไม่สามารถพึ่งพาการท่องเที่ยวได้เท่าปีก่อน หลังนักท่องเที่ยวจากจีนและมาเลเซียชะลอตัว อีกทั้งการแข่งขันระดับภูมิภาคและพฤติกรรมการท่องเที่ยวที่เปลี่ยนไป ทำให้การฟื้นกลับสู่ระดับก่อนโควิดยังเป็นเรื่องยาก