Logo site Amarintv 34HD
Logo LiveSearch
Search
Logo Live
Logo site Amarintv 34HD
ช่องทางติดตาม AMARINTV
  • facebook AMARIN TV 34 HD
  • x AMARIN TV 34 HD
  • line AMARIN TV 34 HD
  • youtube AMARIN TV 34 HD
  • instagram AMARIN TV 34 HD
  • tiktok AMARIN TV 34 HD
  • RSS Feed AMARIN TV 34 HD
ส่อง GDP ประเทศเศรษฐกิจเกิดใหม่ กำลังพัฒนา  ประเทศไทย GDP โตน้อยสุด?
โดย : อมรินทร์ทีวีออนไลน์

ส่อง GDP ประเทศเศรษฐกิจเกิดใหม่ กำลังพัฒนา ประเทศไทย GDP โตน้อยสุด?

21 พ.ค. 67
17:43 น.
|
979
แชร์

 

จากตัวเลขเศรษฐกิจไทย ที่ประกาศโดยสภาพัฒน์นั้น สภาพัฒน์มองว่า เศรษฐกิจไทยยังมีความเสี่ยงจากรอบด้าน 

SPOTLIGHT จะพามาดูกันว่า GDP ประเทศไหน เติบโตน้อยสุด ในประเทศเกิดใหม่และกำลังพัฒนา GDP ไทย จะเป็นอย่างไร

248290

โดยเศรษฐกิจในไตรมาส 1/2567 ทั้งหมด 10 ประเทศ ซึ่งเศรษฐกิจมีการขยายตัว เรียงจากที่เติบโตสูงสุด จนถึงเติบโตน้อยสุด พบว่า

อันดับ 1 ไต้หวัน      GDP + 6.5%

อันดับ 2 ฟิลิปปินส์   GDP + 5.7%

อันดับ 3 เวียดนาม   GDP + 5.7%

อันดับ 4 จีน           GDP + 5.3%

อันดับ 5 อินโดนีเซีย  GDP + 5.1%

อันดับ 6 มาเลเซีย     GDP + 3.9%

อันดับ 7 เกาหลีใต้    GDP + 3.4%

อันดับ 8 สิงคโปร์     GDP + 2.7%

อันดับ 9 ฮ่องกง      GDP + 2.7%

อันดับ 10 ไทย      GDP + 1.5%

ทั้งนี้ สภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ปรับคาดการณ์เศรษฐกิจไทยในปี 2567 เหลือ 2-3% ค่ากลางที่ 2.5% จากเดิมที่ 2.2-3.2% และจากค่ากลางที่ 2.7%  จากปัจจัยเรื่องของสงครามการค้า ปัญหาภูมิรัฐศาสตร์ ภาระหนี้ครัวเรือนที่อยู่ระดับสูง ผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศที่ส่งผลต่อภาคการเกษตร

Krungthai COMPASS คาดเศรษฐกิจไทยปีนี้โตได้เพียง 2.3%

ทั้งนี้ Krungthai COMPASS มองว่า เศรษฐกิจไทยไตรมาสที่ 1/2567 ขยายตัว 1.5%YoY เติบโตในอัตราที่ชะลอลงจากไตรมาสที่ 4/2566 ที่ 1.7%YoY 

โดยมีปัจจัยกดดันสำคัญจากการใช้จ่ายและการลงทุนภาครัฐ เนื่องจากกระบวนการงบประมาณปี 2567 ใช้เวลานานกว่าคาด และการส่งออกสินค้าที่กลับมาหดตัว 

อย่างไรก็ดี เศรษฐกิจยังได้รับแรงหนุนจากการบริโภคภาคเอกชนที่ขยายตัวดีตามการปรับตัวดีขึ้นของภาคบริการที่เกี่ยวเนื่องกับการท่องเที่ยวและการส่งออกบริการที่เร่งตัวขึ้น ทั้งนี้สภาพัฒน์ปรับลดประมาณการเศรษฐกิจไทยปี 2567 คาดว่าจะขยายตัวได้ในช่วง 2.0-3.0% มีค่ากลางที่ 2.5% ลดลงจากประมาณการเดิมที่ 2.2-3.2% มีค่ากลางที่ 2.7%

อย่างไรก็ตาม Krungthai COMPASS ประเมินว่า แนวโน้มศรษฐกิจไทย ปี 2567 มีแนวโน้มเติบโตได้ 2.3% ต่ำกว่าประมาณการเดิมที่คาดไว้ 2.7% สอดคล้องกับมุมมองของสภาพัฒน์ ที่ประเมินว่า ศรษฐกิจในปีนี้มีปัจจัยกดดันดังนี้

  1. การส่งออกสินค้าที่อาจเติบโตได้ต่ำจากการค้าโลกที่ฟื้นตัวช้าและไทยยังเผชิญปัญหาเชิงโครงสร้างที่กระทบต่อความสามารถในการแข่งขันของสินค้าไทย 
  2. การลงทุนภาคเอกชนที่มีแนวโน้มชะลอตัวจากผลกระทบของการส่งออกสินค้าที่ฟื้นตัวช้า ขณะที่จำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติมีแนวโน้มที่ปรับเพิ่มขึ้น ซึ่งสอดคล้องกับมุมมองของสภาพัฒน์

วิจัยกรุงศรี มองแนวโน้มเศรษฐกิจไทยยังอ่อนแอ

แนวโน้มเศรษฐกิจไทยในช่วงที่เหลือของปีนี้ วิจัยกรุงศรี ประเมินว่า เศรษฐกิจไทยจะยังมีการฟื้นตัวตามวัฏจักร 

โดย GDP ไทย มีแนวโน้มเติบโตดีขึ้นจากไตรมาสแรก เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันปีก่อนนั้น มีปัจจัยบวก ดังนี้

  1. การใช้จ่ายภาครัฐที่จะเร่งขึ้นในช่วงไตรมาส 2 โดยเฉพาะการเบิกจ่ายงบฯ ลงทุน (หลังล่าช้าไป 7 เดือน) 
  2. การเติบโตของภาคท่องเที่ยว  ปัจจัยเหล่านี้จะเป็นแรงหนุนให้เกิดการขยายตัวของกิจกรรมทางเศรษฐกิจในประเทศ 

กรุงศรีเตรียมปรับเป้า GDP ไทย 

อย่างไรก็ตาม วิจัยกรุงศรี อยู่ระหว่างทบทวนการประมาณการเศรษฐกิจในปีนี้ เพื่อสะท้อนการเติบโตของ GDP ในไตรมาสแรกที่ดีกว่าคาด และข้อจำกัดและอุปสรรค โดยเฉพาะประเด็นปัญหาเชิงโครงสร้าง อาทิ ความสามารถในการแข่งขันที่ลดลง และหนี้ครัวเรือนที่อยู่ในระดับสูง อาจส่งผลกระทบต่อการส่งออกของไทย การลงทุนภาคเอกชน และการบริโภคภาคครัวเรือนมากขึ้น 

ขณะที่ความเชื่อมั่นทางธุรกิจและผู้บริโภคที่อ่อนแอลง และผลกระทบจากภัยแล้งที่กดดันปริมาณผลผลิตและรายได้ของเกษตรกรอีกด้วย

สำหรับดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภค และดัชนีความเชื่อมั่นภาคอุตสาหกรรมร่วงลงในต้นไตรมาสสอง ชี้เศรษฐกิจยังมีความเปราะบางในการฟื้นตัว ในเดือนเมษายน ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคปรับลดลงต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 2 สู่ระดับ 62.1 จาก 63.0 ในเดือนมีนาคม เนื่องจากผู้บริโภคมีความกังวลต่อเศรษฐกิจไทยที่ฟื้นตัวช้า และราคาน้ำมันดีเซลปรับสูงขึ้นหลังจากทางการทยอยลดการอุดหนุน 

ขณะเดียวกันดัชนีความเชื่อมั่นอุตสาหกรรรม (TISI) ปรับตัวลดลงสู่ระดับ 90.3 จาก 92.4 เดือนมีนาคม เนื่องจากการชะลอตัวของอุปสงค์ในประเทศ ประชาชนระมัดระวังการใช้จ่าย ขณะที่ผู้ประกอบการกังวลต้นทุนการผลิตที่ปรับสูงขึ้นจากการปรับขึ้นของราคาน้ำมันดีเซล รวมถึงนโยบายการปรับขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำทั่วประเทศ 400 บาทต่อวัน

แนวโน้มเศรษฐกิจไทยไตรมาส 2/2567

แม้เศรษฐกิจในช่วงไตรมาส 2/2567 จะได้แรงขับเคลื่อนจากการเบิกจ่ายงบประมาณปี 2567 ที่มีผลบังคับใช้ตั้งแต่ปลายเดือนเมษายนที่ผ่านมา แต่อุปสงค์ในประเทศมีแนวโน้มถูกกดดันจากความเชื่อมั่นที่อ่อนแอลง 

อย่างไรก็ตาม การรายงานของบริษัทข้อมูลเครดิตแห่งชาติ ชี้ชัดว่า กลุ่มสินเชื่อบัตรเครดิตและสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัยมีความเสี่ยงด้านเครดิตเพิ่มสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ สะท้อนจากสินเชื่อที่กล่าวถึงเป็นพิเศษ (หนี้ค้างชำระมากกว่า 30 วัน แต่ไม่เกิน 90 วัน) ในไตรมาสแรกของปีนี้ปรับเพิ่มสูงขึ้น 32.4% YoY และ 15.0% YoY ตามลำดับ ซึ่งสินเชื่อในกลุ่มนี้มีโอกาสที่จะกลายเป็นหนี้เสียและอาจส่งผลให้ปัญหาหนี้ครัวเรือนรุนแรงขึ้นซึ่งจะบั่นทอนการเติบโตของการบริโภคได้ในระยะถัดไป

ขณะที่ผู้ประกอบการโดยเฉพาะ SMEs ยังมีความกังวล ต่อนโยบายการปรับขึ้นค่าจ้างขั่นต่ำทั่วประเทศ 400 บาทต่อวัน ล่าสุด คณะกรรมการค่าจ้าง (ไตรภาคี) เห็นชอบให้คณะอนุกรรมการแต่ละจังหวัดเป็นผู้พิจารณาว่าสมควรที่จะมีการปรับขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำเป็นวันละเท่าไร มีกิจการใดบ้างที่ควรปรับขึ้นค่าจ้าง และช่วงเวลาที่เหมาะสมในการปรับ โดยดำเนินการให้แล้วเสร็จภายในเดือนกรกฎาคมนี้

รมว.คลังชี้ 2.5% ยังน้อยไป ต้องมีมาตรการกระตุ้น

ขณะที่ฟากฝั่งรัฐบาลยังไม่พอใจกับตัวเลขเศรษฐกิจไทยปีนี้ที่ 2.5% ตามที่สภาพัฒน์คาดการณ์ไว้ มองว่า ไทยต้องมีมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ

นายพิชัย ชุณหวชิร รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ได้แสดงความคิดเห็นในที่ประชุมครม. ว่ารัฐบาลอยากเห็นเศรษฐกิจไทย ปี 2567 ขยายตัวได้เกินกว่า 2.5% โดยควรหามาตรการต่าง ๆ มาประตุ้นเศรษฐกิจไทยให้ขยายตัวให้มากขึ้น

“ ตัวเลขการเติบโตของเศรษฐกิจไทย ปีนี้ที่ 2.5% เมื่อเทียบกับหลายประเทศเพื่อนบ้านแล้ว เติบโตมากกว่าไทย โดยหลายประเทศเติบโตมากกว่า 5% หากเราเติบโตแค่ 2.5% แม้จะเป็นตัวเลขที่ดีกว่าปีที่แล้ว แต่เราไม่ควรจะพึงพอใจแค่นี้ โดยควรหามาตรการกระตุ้นให้เศรษฐกิจไทยโตได้ตามศักยภาพ หรือโตให้มากกว่า 2.5%” นายพิชัยระบุ

ฉะนั้น แนวโน้มเศรษฐกิจไทยในปีนี้มีความเสี่ยงชะลอตัวอย่างชัดเจน และมีโอกาสที่จะต่ำกว่าที่สภาพัฒน์คาดการณ์ไว้ จากปัจจัยทั้งในและต่างประเทศไม่เอื้อต่อการขยายตัว ต่อจากนี้คงต้องจับตาดูนโยบายการคลัง จะมีมาตรการออกมาช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจอีกหรือไม่ แม้นโยบายแจกเงินดิจิทัล 10,000 บาท จะออกมาแต่ก็อาจจะไม่ทันกระตุ้นเศรษฐกิจไทยในปีนี้เท่าใดนัก 

ขณะที่นโยบายการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) คณะกรรมการนโยบายการเงินจะมองความเสี่ยงเศรษฐกิจชะลอ ประชาชนระมัดระวังการใช้จ่ายมากขึ้น หนี้ครัวเรือนที่อยู่ระดับสูง ถึงเวลาที่นโยบายการเงินต้องทำหน้าที่ช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจแล้วหรือยัง แต่ถ้าใช้แล้วจะช่วยให้เศรษฐกิจขยายตัวได้จริงหรือไม่ ท่ามกลางหนี้ของประชาชนสูงขนาดนี้ เรื่องนี้คณะกรรมการนโยบายการเงินคงต้องคิดหนัก คิดดีๆ วิเคราะห์ให้รอบด้าน ก่อนที่ไทยจะไม่มีกระสุนใช้ เพื่อพยุงเศรษฐกิจไทย

แชร์
ส่อง GDP ประเทศเศรษฐกิจเกิดใหม่ กำลังพัฒนา  ประเทศไทย GDP โตน้อยสุด?