เมื่อคืนนี้ คุณโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกาคนล่าสุด ได้ออกมาประกาศแผนการขึ้นภาษีนำเข้ากับหลายประเทศทั่วโลก ไม่ว่าจะเป็น จีน เวียดนาม ไต้หวัน ไปจนถึงประเทศไทยเอง คราวนี้มาดูกันว่าหุ้นกลุ่มไหนที่จะได้รับผลกระทบจากมาตรการภาษีนี้บ้าง
ก่อนอื่นก็มาดูกันก่อนว่าคุณ โดนัลด์ ทรัมป์ ประกาศขึ้นภาษีนำเข้ากับประเทศสำคัญไหนบ้าง สัดส่วนเท่าไร
- เวียดนาม 46%
- จีน 34%
- ไต้หวัน 32%
- ไทย 36% (แก้ตัวเลขล่าสุดเป็น 37%)
ทางด้านผลกระทบโดยรวม บริษัทหลักทรัพย์เอเซีย พลัส ได้ออกมาเปิดเผยว่า ในปี 2567 หรือ ปีที่แล้ว(2567) บริษัทจดทะเบียนในไทยมีรายได้จากการส่งออกอยู่ที่ 3.6 ล้านล้านบาท จากทั้งหมด 18.7 ล้านล้านบาท คิดเป็นสัดส่วน 19%
ส่วนรายได้จากการส่งออกไปสหรัฐอเมริกา ปัจจุบันอยู่ที่ 650,000 ล้านบาท คิดเป็นสัดส่วนเพียง 3.5% ของรายได้จากการส่งออกทั้งหมด
แปลว่าโดยรวมแล้วตลาดหุ้นไทยอาจไม่ได้รับผลกระทบจากมาตรการภาษีของคุณ โดนัลด์ ทรัมป์มากนัก แต่หุ้นบางกลุ่มที่มีสัดส่วนส่งออกไปยังสหรัฐอเมริกาสูง อาจจะได้รับผลกระทบโดยตรง
โดยบริษัทหลักทรัพย์ทิสโก้ เปิดเผยว่า หุ้นไทยกลุ่มที่ส่งออกไปสหรัฐอเมริกาอาจได้รับผลกระทบจากมาตรการตรงนี้ โดยเฉพาะกลุ่มอาหาร และ อิเล็กทรอนิกส์
- AAI ทำธุรกิจส่งออกอาหารสัตว์ สัดส่วน 65%
- ITC ทำธุรกิจส่งออกอาหารสัตว์ สัดส่วน 49%
- TU ทำธุรกิจส่งออกอาหารทะเลแปรรูป สัดส่วน 41%
- DELTA ทำธุรกิจผลิตอุปกรณ์จ่ายไฟ สัดส่วน 33%
- HANA ทำธุรกิจผลิตแผงวงจร สัดส่วน 24%
- KCE ทำธุรกิจผลิตแผงวงจร สัดส่วน 23%
ทางด้านการแข่งขันของไทย พบว่าการขึ้นภาษีครั้งนี้อาจไม่ส่งผลกระทบอย่างที่คิด เพราะ ประเทศที่เป็นคู่แข่งในอุตสาหกรรมอาหาร อย่างเช่น จีน เวียดนาม เม็กซิโก ก็โดนขึ้นภาษีเหมือนกัน
แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่า สินค้าส่งออกจะมีราคาสูงขึ้น และอาจทำให้ผู้บริโภคหันไปบริโภคแบรนด์อื่นแทน
มุมมองจาก บล.InnovestX มองผลกระทบจากมาตรการภาษีนำเข้าใหม่ของสหรัฐฯ ต่อตลาดหุ้นไทยทั้งทางตรงและทางอ้อม
1. ยานยนต์และชิ้นส่วนรถยนต์ – มองเป็นลบต่อกลุ่มยานยนต์ โดยประเทศไทยส่งออกรถยนต์ไปสหรัฐคิดเป็น 9% ของการส่งออกรถยนต์ และคิดเป็น 6% ของการผลิตรถยนต์
ตัวอย่างหุ้น เช่น AH SAT STANLY NYT
2. เครื่องใช้ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ - มองเป็นลบต่อกลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ ตัวอย่างหุ้น เช่น DELTA HANA KCE
3. ยางและผลิตภัณฑ์ยาง - มองเป็นลบต่อกลุ่มยางและถุงมือยาง ตัวอย่างเช่น STA STGT มีส่งออกไปสหรัฐโดยตรง ขณะที่ NER จะได้รับผลกระทบทางอ้อมจากลูกค้าจีนที่ส่งออกยางไปยังสหรัฐ
4. สินค้าเกษตร ได้แก่ ข้าว อาหารสุนัขและแมว ทูน่าและผลิตภัณฑ์ทูน่า กุ้งและผลิตภัณฑ์กุ้ง มะพร้าวและผลิตภัณฑ์มะพร้าว สัปปะรดกระป๋อง - มองเป็นลบต่อ ตัวอย่างหุ้นเเช่น TU CFRESH COCOCO PLUS MALEE AAI ITC
5. อัญมณีและเครื่องประดับ - มองเป็นลบต่อผู้ส่งออกเครื่องประดับอย่าง PDJ
1. นิคมอุตสาหกรรม- มองนโยบายครั้งนี้อาจส่งผลกระทบให้ลูกค้าชะลอการตัดสินใจซื้อที่ดิน ในกรณีที่ร้ายแรงที่สุดอาจส่งผลกระทบต่อ Backlog บางส่วน หุ้น ที่เกี่ยวข้อง AMATA WHA FTREIT (ความต้องการในการเช่าโรงงานและคลังสินค้าลดลง)
2. ธนาคาร - ส่งผลกระทบทางอ้อมในแง่อัตราการเติบโตของสินเชื่อและคุณภาพสินทรัพย์เล็กน้อย
จากเหตุการณ์ตรงนี้ จะเห็นได้ว่า ในเชิงภาพรวมตลาดหุ้นไทยอาจไม่ได้รับผลกระทบจากมาตรการตรงนี้มากนัก แต่จะมีผลกระทบเป็นรายบริษัทที่มีสัดส่วนการส่งออกไปยังสหรัฐอเมริกาสูงนั่นเอง
ที่มา: InnovestX และ
https://today.line.me/th/v2/article/ZanomnN
https://www.barrons.com/livecoverage/trump-tariffs-april-2-liberation-day-news
https://www.youtube.com/watch?v=vcNE6EwNG7A