
ตลาดหุ้นยุโรปอาจไม่ได้เป็นตลาดที่นักลงทุนทั่วโลกนึกถึงเป็นอันดับแรก เพราะภาพจำที่นักลงทุนมีต่อยุโรป คือ เต็มไปด้วยบริษัทอุตสาหกรรมเก่า เศรษฐกิจโตไม่หวือหวา และตลาดทุนที่มีขนาดเล็กกว่าสหรัฐฯ ขณะที่เรื่องราวการลงทุนแห่งยุคอย่างปัญญาประดิษฐ์ (AI) ก็เป็นเกมที่ยุโรปตามหลังสหรัฐฯ อยู่หลายก้าว
แต่ถ้ามองผ่านตัวเลขในตลาดหุ้น ภาพกลับไม่ได้แย่อย่างที่คิด ดัชนี STOXX 600 ซึ่งรวบรวมหุ้นขนาดใหญ่ กลาง และเล็ก จาก 17 ประเทศยุโรปปรับตัวขึ้นแล้วราว 10% ในปีนี้ แม้ยังตามหลัง S&P 500 ที่ให้ผลตอบแทนราว 13.5% แต่ Goldman Sachs มองว่า ยุโรปกำลังเป็น “Secret Outperformer” ที่นักลงทุนอาจมองข้ามไป
สิ่งที่ทำให้ Goldman Sachs มองตลาดหุ้นยุโรปในมุมบวกไม่ได้มีแค่เรื่องผลตอบแทนจากราคาหุ้น แต่ภายในตลาดยังมีการเปลี่ยนแปลงอีกหลายด้าน ตั้งแต่เงินทุนต่างชาติที่ไหลกลับเข้ามา ความสามารถในการทำกำไรของบริษัทที่มีแนวโน้มดีขึ้น การลงทุนโครงสร้างพื้นฐานที่เพิ่มขึ้นตามเทรนด์ AI ซึ่งกำลังทำให้หุ้นบางกลุ่มที่เคยถูกมองว่า ‘เก่า’ กลับมามีความน่าสนใจอีกครั้ง ขณะเดียวกัน ยุโรปก็มีจุดแข็งบางอย่างจากการไม่ได้อยู่ใจกลางการแข่งขันด้าน AI
ในบทวิเคราะห์เมื่อวันที่ 10 สิงหาคมที่ผ่านมา Goldman Sachs ชี้ว่า ผลงานของหุ้นยุโรปในช่วงหลายปีที่ผ่านมามีความผสมผสานกว่าเรื่องเล่าของตลาดหรือภาพที่นักลงทุนส่วนใหญ่รับรู้ โดยเฉพาะเมื่อมองตั้งแต่ปี 2022 เป็นต้นมา ภาคธนาคารยุโรปสามารถทำผลตอบแทนรวมได้ดีกว่าหุ้น Magnificent 7 หรือกลุ่มเจ็ดนางฟ้าของสหรัฐฯ
ความแข็งแกร่งของตลาดหุ้นยุโรปยิ่งเห็นชัดขึ้นตั้งแต่ต้นปี 2025 เป็นต้นมา แม้ต้องเผชิญทั้งแรงกระแทกจากภาษีการค้าและวิกฤตด้านพลังงาน แต่ดัชนี STOXX 600 ซึ่งเป็นดัชนีวัดภาพรวมตลาดหุ้นยุโรป ยังคงทำผลงานได้ดีกว่า S&P 500 ของสหรัฐฯ
แรงขับเคลื่อนสำคัญของตลาดยุโรปในช่วงที่ผ่านมาอยู่ที่ภาคการเงิน โดยเฉพาะธนาคาร ซึ่งได้รับประโยชน์จากระดับอัตราดอกเบี้ยที่สูงขึ้น Goldman Sachs ระบุว่า ผลตอบแทนรวมของหุ้นธนาคารยุโรปนับตั้งแต่ปี 2022 แซงหน้า Magnificent 7 ของสหรัฐฯ ไปแล้ว
ที่น่าสนใจไม่แพ้ราคาหุ้น คือ ROE หรือผลตอบแทนต่อส่วนของผู้ถือหุ้นของบริษัทในยุโรปที่ปรับตัวดีขึ้น Goldman ระบุว่า ROE ของยุโรปขณะนี้อยู่ในระดับรองจากสหรัฐฯ เท่านั้น ซึ่งการเปลี่ยนแปลงนี้มีความสำคัญ เพราะสะท้อนว่าหุ้นยุโรปไม่ได้น่าสนใจเพียงเพราะยังราคาถูก แต่ความสามารถในการสร้างผลตอบแทนจากเงินทุนก็ปรับตัวดีขึ้นด้วย
หนึ่งในภาพจำที่ทำให้ยุโรปดูเป็นตลาดเก่า คือ ภาคอุตสาหกรรม โดยเฉพาะอุตสาหกรรมรถยนต์ ซึ่งกำลังเผชิญทั้งยอดขายรถยนต์ไฟฟ้าที่ชะลอ การสูญเสียส่วนแบ่งตลาดให้ผู้ผลิตรถยนต์ไฟฟ้าจากจีน และต้นทุนทางการเงินที่สูงขึ้น จนยอดขายยังต่ำกว่าระดับก่อนโควิด-19
แต่ Goldman Sachs เตือนว่า การมองปัญหาของอุตสาหกรรมรถยนต์แล้วเหมารวมไปยังตลาดหุ้นยุโรปทั้งหมดอาจทำให้ภาพคลาดเคลื่อน เพราะภาคยานยนต์มีสัดส่วนเพียงประมาณ 1% ของมูลค่าตลาดหุ้นยุโรปทั้งหมด
ในทางกลับกัน ตลาดยุโรปยังประกอบด้วยภาคการเงิน เภสัชกรรม เทคโนโลยี พลังงาน สาธารณูปโภค โทรคมนาคม รวมถึงธุรกิจการบินและกลาโหม ซึ่งหลายกลุ่มไม่ได้เผชิญแรงกดดันจากสินค้านำเข้าราคาถูกของจีนโดยตรง นี่จึงเป็นอีกเหตุผลที่ Goldman มองว่า “ตลาดหุ้นไม่ใช่เศรษฐกิจ” และไม่ควรใช้ภาพของอุตสาหกรรมบางกลุ่มมาตัดสินทั้งตลาด
อีกคำถามสำคัญที่นักลงทุนมีต่อตลาดหุ้นยุโรป คือ ในยุคที่ AI กลายเป็นธีมลงทุนขนาดใหญ่ ยุโรปซึ่งตามหลังสหรัฐฯ ทั้งด้านการพัฒนาระบบ AI และการลงทุนดาต้าเซ็นเตอร์ จะยังมีพื้นที่ให้เติบโตหรือไม่
Goldman Sachs ยอมรับว่ายุโรปตามหลังอยู่จริง ทั้งการขยายดาต้าเซ็นเตอร์และการพัฒนาโมเดล AI ระดับแนวหน้า ซึ่งอาจกระทบต่อความมั่นคง ผลิตภาพ และการเติบโตในระยะยาว
ถึงอย่างนั้นก็ตาม Goldman Sachs มองว่า การตามหลังอาจไม่ได้แปลว่าเสียเปรียบในตลาดหุ้นเสมอไป เพราะการเติบโตของ AI ไม่ได้ต้องการแค่บริษัทที่สร้างโมเดลหรือชิป แต่ต้องการไฟฟ้า ดาต้าเซ็นเตอร์ ระบบโครงข่าย พลังงาน และโครงสร้างพื้นฐานจำนวนมากตามมา ยุโรปจึงมีโอกาสอยู่ในฝั่งที่ขายสินค้าและบริการให้กับการลงทุนรอบนี้ แม้ไม่ได้เป็นผู้สร้างเทคโนโลยี AI เอง
Goldman มองว่า จุดนี้ทำให้หุ้นยุโรปบางกลุ่มกลายเป็นเหมือนอีกด้านหนึ่งของการเดิมพัน AI โดยเฉพาะหุ้นโครงสร้างพื้นฐานและธุรกิจที่มีสินทรัพย์หนัก-โอกาสล้าสมัยต่ำ (Heavy Assets, Low Obsolescence: HALO) ที่อาจไม่ได้เป็นดาวเด่นในช่วงที่ตลาดเทเงินให้หุ้นเทคโนโลยี แต่กำลังได้ประโยชน์จากการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานที่ AI ต้องใช้
ประเด็นที่น่าสนใจยิ่งขึ้น คือ โครงสร้างของตลาดยุโรปอาจกลายเป็นข้อได้เปรียบในช่วงที่นักลงทุนเริ่มตั้งคำถามกับต้นทุนของการลงทุน AI
Goldman มองว่า เมื่อผลตอบแทนจากการลงทุนด้าน AI และต้นทุนเงินทุนที่เกี่ยวข้องถูกตั้งคำถามมากขึ้น ตลาดยุโรปซึ่งมีบริษัทจำนวนมากที่เน้นสร้างกระแสเงินสดมากกว่าการเร่งใช้เงินลงทุน อาจกลับมาได้เปรียบ นักลงทุนจึงไม่จำเป็นต้องเดิมพันว่าใครจะเป็นผู้ชนะในการสร้างโมเดล AI แต่อาจเลือกลงทุนในธุรกิจที่ได้ประโยชน์จากการขยายตัวของ AI โดยไม่ต้องแบกรับต้นทุนมหาศาลในการพัฒนาเทคโนโลยีเอง
สิ่งที่สะท้อนว่าตลาดเริ่มมีการเปลี่ยนมุมมองต่อตลาดหุ้นยุโรป คือ เงินที่ไหลเข้าสู่ตลาด โดย Goldman Sachs ระบุว่า เงินทุนต่างชาติที่ไหลเข้าหุ้นยุโรปในปีนี้อยู่ในระดับแข็งแกร่งในรอบทศวรรษ หากไม่นับปี 2021
เหตุผลส่วนหนึ่งมาจากระดับ valuation ของหุ้นสหรัฐฯ ที่สูงขึ้น ทำให้นักลงทุนมีแรงจูงใจที่จะมองหาตลาดที่ราคายังสมเหตุสมผลกว่า ขณะเดียวกัน ยุโรปก็มีหุ้นจำนวนมากที่อยู่ในกลุ่มหุ้นคุณค่า (value stcok) และธุรกิจที่มีสินทรัพย์จริง ซึ่งได้รับประโยชน์จากการลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐานที่เพิ่มขึ้น
Goldman Sachs ไม่ได้มองการฟื้นตัวของตลาดยุโรปเป็นเพียงเรื่องชั่วคราว แต่มองว่ามีแนวโน้มไปต่อได้ดี โดยได้ปรับเป้าหมายดัชนี STOXX 600 ในช่วง 12 เดือนข้างหน้าขึ้นเป็น 695 จุด จากเดิม 660 จุด หรือสูงกว่าระดับปัจจุบันราว 6% พร้อมปรับคาดการณ์การเติบโตของกำไรบริษัทจดทะเบียนยุโรปในปี 2026 ขึ้นเป็น 15% จากเดิม 10%
อ้างอิง : CNBC, Investopedia