แพทย์นิติเวช เผยประสบการณ์อึ้งเจอ สตง. ตั้งคำถาม รู้ได้ไงว่าศพที่ผ่าเสียชีวิตแล้ว "อมรินทร์ออนไลน์" พาไขคำตอบของคำถามสุดไวรัล แบบไหนเรียกตายในทางการแพทย์
สืบเนื่องจากโพสต์ของคุณหมอ นาวาอากาศตรี นพ.อรรถสิทธิ์ ดุลอำนวย แผนกนิติเวชศาสตร์ รพ.ภูมิพลอดุลยเดช ที่ออกมาแชร์ประสบการณ์เมื่อครั้งโดน สตง. ลงตรวจ เจอคำถามสุดอึ้ง "แล้วจะรู้ได้ไงคะ ว่าคนพวกนี้ตายจริง ?" ทำเอาคุณหมอลืมไม่ลงกับคำถามนี้ (โพสต์ต้นทาง คลิก)
จากการสืบค้นข้อมูลเบื้องต้น สามารถทราบได้ว่าแบบไหนเรียกว่าเสียชีวิตแล้ว มีวิธีการตรวจสอบและหลักเกณฑ์อย่างไรในการยืนยันการเสียชีวิต
สำหรับในกรณีของ แพทย์นิติเวช เจอ สตง. ตั้งคำถาม รู้ได้ไงว่าศพที่ผ่าเสียชีวิตแล้ว ?
โดยปกติของหลักปฏิบัติแล้ว แพทย์นิติเวชจะทำการชันสูตรศพที่ได้รับมา โดยศพที่ถูกส่งมาผ่าพิสูจน์ต้องเป็นบุคคลที่ได้รับการยืนยันว่าเสียชีวิตแล้วก่อนส่งไปที่สถาบันนิติเวช ซึ่งมีวิธีการตรวจสอบการเสียชีวิต ดังนี้
ก่อนที่ศพจะถูกส่งไปยังนิติเวช แพทย์ที่ทำหน้าที่ตรวจสอบศพ (เช่น แพทย์ฉุกเฉินหรือแพทย์ที่รับผิดชอบกรณีเสียชีวิตนอกโรงพยาบาล) จะต้องยืนยันการเสียชีวิตโดยดูจาก:
• ไม่มีสัญญาณชีพ เช่น หัวใจหยุดเต้น ไม่หายใจ
• รูม่านตาไม่ตอบสนอง ต่อแสง
• ไม่มีการตอบสนองต่อสิ่งเร้า เช่น เจ็บปวดหรือกระตุ้นทางประสาทสัมผัส
• ภาวะ Rigor Mortis (ศพแข็งตัว) และ Livor Mortis (ศพเขียว) ซึ่งบ่งบอกว่าเสียชีวิตมาแล้วระยะหนึ่ง
เมื่อศพถูกส่งมาที่นิติเวช แพทย์จะตรวจสอบอีกครั้งเพื่อยืนยันว่าเป็นศพจริง ไม่ใช่บุคคลที่ยังมีชีวิต โดยหลักการตรวจสอบคือ
• ตรวจสอบภาวะ Postmortem Changes (การเปลี่ยนแปลงหลังการตาย) เช่น การแข็งตัวของศพ การเปลี่ยนสีของผิวหนัง
• ตรวจร่างกายและบันทึกข้อมูล เพื่อแยกแยะจากกรณีภาวะหมดสติที่อาจคล้ายกับการเสียชีวิต
• ในบางกรณีอาจใช้ EKG หรือ EEG เพื่อตรวจสอบว่ามีสัญญาณไฟฟ้าของหัวใจหรือสมองหรือไม่
• หากมีข้อสงสัยเกี่ยวกับสาเหตุการตาย แพทย์จะทำการผ่าพิสูจน์เพื่อหาสาเหตุที่แท้จริง
• ถ้าพบอวัยวะสำคัญ เช่น สมองหรือหัวใจอยู่ในภาวะที่ไม่สามารถทำงานได้ ก็ยืนยันได้ว่าผู้ตายเสียชีวิตแน่นอน
กล่าวโดยสรุปก็คือ ก่อนที่ศพจะถูกส่งไปยังนิติเวช ต้องได้รับการยืนยันว่าเสียชีวิตแล้วจากแพทย์ที่มีอำนาจ และเมื่อนิติเวชรับศพมา ก็จะมีการตรวจสอบซ้ำเพื่อความแน่ใจ
การยืนยันว่าบุคคลเสียชีวิตแล้วต้องอาศัยการตรวจสอบจากแพทย์หรือบุคลากรทางการแพทย์ โดยใช้หลักเกณฑ์ทางวิทยาศาสตร์ ซึ่งสามารถแบ่งออกเป็น 2 ประเภทหลัก คือ การเสียชีวิตทางระบบไหลเวียนโลหิตและการหายใจ และ การเสียชีวิตทางสมอง
เป็นการเสียชีวิตที่เกิดจากหัวใจหยุดเต้นและการหายใจหยุดลงถาวร โดยมีการตรวจสอบดังนี้
การตรวจร่างกายเพื่อยืนยันการเสียชีวิต
1.1 ไม่มีสัญญาณชีพ
• หัวใจหยุดเต้น : ตรวจโดยการคลำชีพจรที่หลอดเลือดแดงคาโรติด (Carotid Artery) หรือหลอดเลือดแดงเฟมอรัล (Femoral Artery)
• ไม่หายใจ : ตรวจโดยสังเกตการเคลื่อนไหวของทรวงอกหรือใช้เครื่องมือช่วย
1.2 ไม่มีการตอบสนองต่อสิ่งเร้า
• รูม่านตาขยายและไม่ตอบสนองต่อแสง
• ไม่ตอบสนองต่อการกระตุ้น เช่น การบีบเล็บหรือกดแนวคิ้ว
1.3 มีสัญญาณการเปลี่ยนแปลงหลังการตาย
• Rigor Mortis (ภาวะศพแข็ง) เกิดขึ้น 2-6 ชั่วโมงหลังเสียชีวิต
• Livor Mortis (รอยจ้ำเลือดศพ) ผิวหนังเปลี่ยนสีม่วงแดงจากการตกตะกอนของเลือด
• Algor Mortis (ภาวะอุณหภูมิศพลดลง) อุณหภูมิร่างกายลดลงจนเท่ากับอุณหภูมิสิ่งแวดล้อม
1.4 ใช้เครื่องมือช่วยตรวจ (ในบางกรณี)
• EKG (Electrocardiogram) เพื่อตรวจสอบคลื่นไฟฟ้าหัวใจ
• Doppler Ultrasound ตรวจสอบการไหลเวียนของเลือด
เป็นการตายที่สมองทั้งหมด (รวมก้านสมอง) หยุดทำงานถาวร แม้หัวใจยังเต้นอยู่จากการช่วยเหลือด้วยเครื่องช่วยหายใจ ซึ่งต้องได้รับการตรวจสอบอย่างละเอียดโดยแพทย์เฉพาะทาง
หลักเกณฑ์การตรวจสอบภาวะสมองตาย
2.1 ไม่ตอบสนองต่อสิ่งเร้าใดๆ
2.2 ไม่มีรีเฟล็กซ์ของก้านสมอง
• รูม่านตาไม่ตอบสนองต่อแสง
• ไม่มีรีเฟล็กซ์กระพริบตาเมื่อสัมผัสกระจกตา
• ไม่ตอบสนองเมื่อมีการกระตุ้นเจ็บปวด
2.3 ไม่สามารถหายใจเองได้
• ปิดเครื่องช่วยหายใจชั่วคราวเพื่อดูว่าผู้ป่วยพยายามหายใจเองหรือไม่
2.4 ยืนยันด้วยการตรวจทางเทคนิค (บางกรณี)
• EEG (Electroencephalogram) ตรวจคลื่นไฟฟ้าสมอง
• Cerebral Angiography ตรวจการไหลเวียนของเลือดไปยังสมอง
เมื่อกระบวนการตรวจสอบเกิดขึ้นอย่างครบถ้วน แพทย์จึงสามารถออกใบรับรองการเสียชีวิตอย่างเป็นทางการ
Advertisement