ปวดไมเกรน ยาที่เคยกินแล้วหายวันนี้กลับไม่รู้สึก ระวัง ภาวะติดยาแก้ปวด หรือ MOH เสี่ยงตับพัง ไตวาย หรืออาจถึงขั้น เสียชีวิต
เคยไหม? ปวดไมเกรนมาก ยาที่เคยกินแล้วหายวันนี้กลับเอาไม่อยู่แล้ว นี่อาจเป็นสัญญาณของ ภาวะติดยาแก้ปวด Medication Overuse Headache หรือ MOH
ไมเกรน (Migraine) เกิดจากความผิดปกติของสารเคมีและหลอดเลือดในสมอง ซึ่งทำให้เกิดอาการปวดศีรษะแบบเป็นๆ หายๆ โดยยังไม่ทราบสาเหตุที่แน่ชัด แต่มีปัจจัยหลายอย่างที่กระตุ้นให้เกิดไมเกรนได้
1. ความผิดปกติของสารเคมีในสมอง : ระดับ เซโรโทนิน (Serotonin) ลดลง ทำให้หลอดเลือดในสมองขยายตัวและอักเสบ
2. กรรมพันธุ์ : ถ้ามีพ่อหรือแม่เป็นไมเกรน มีโอกาสสูงที่จะเป็นไมเกรนเช่นกัน
3. ปัจจัยกระตุ้นจากพฤติกรรมและสิ่งแวดล้อม : ความเครียด, นอนไม่พอ หรือ นอนมากเกินไป, อาหารบางชนิด, กลิ่นแรง, เสียงดัง, แสงจ้า, ระดับฮอร์โมน เช่น ก่อนมีประจำเดือน
• ปวดหัว ข้างเดียว (บางครั้งอาจปวดสองข้าง)
• ปวดแบบตุบๆ คล้ายถูกเต้นตามชีพจร
• คลื่นไส้ อาเจียน
• ไวต่อแสง เสียง และกลิ่น ในบางรายอาจมี อาการนำ (Aura) เช่น เห็นแสงวูบวาบก่อนปวดหัว
• หลีกเลี่ยงปัจจัยกระตุ้นที่ทำให้เกิดไมเกรน
• นอนหลับให้เพียงพอ และออกกำลังกายสม่ำเสมอ
• ใช้ยาแก้ปวดไมเกรน เช่น พาราเซตามอล, ไอบูโพรเฟน หรือยากลุ่มทริปแทน (Triptans) เมื่อมีอาการ
• หากเป็นบ่อย ควรปรึกษาแพทย์เพื่อพิจารณา ยาป้องกันไมเกรน
ถ้าไมเกรนเป็นหนักขึ้น หรือยาแก้ปวดเริ่มไม่ได้ผล อาจต้องปรับวิธีรักษาเพื่อป้องกันภาวะ ติดยาแก้ปวด (Medication Overuse Headache - MOH)
ถ้าปวดไมเกรนจนยาเริ่มเอาไม่อยู่ อาจเป็นสัญญาณของ ภาวะติดยาแก้ปวด (Medication Overuse Headache - MOH) ซึ่งเป็นอาการปวดหัวที่เกิดจากการใช้ยาแก้ปวดหรือยารักษาไมเกรนบ่อยเกินไป
• ใช้ยาแก้ปวดหรือยาไมเกรนเกิน 10-15 วันต่อเดือน
• การใช้ยาในปริมาณมากหรือติดต่อกันเป็นเวลานาน
• ยาที่มักทำให้เกิดภาวะนี้ ได้แก่ ยาแก้ปวดทั่วไป (NSAIDs, พาราเซตามอล), ทริปแทน (Triptans), และโอปิออยด์ (Opioids)
• ปวดหัวถี่ขึ้นและรุนแรงขึ้น
• ยาที่เคยใช้ได้ผลกลับไม่ได้ผล
• อาจมีอาการคลื่นไส้ วิงเวียน หงุดหงิด หรือซึมเศร้า
ยาแก้ปวด เมื่อกินเข้าไปแล้วจะถูกขับออกทางตับหรือทางไต ดังนั้นการกินติดต่อกันนานๆ อาจส่งผลกระทบต่อการทำงานของตับหรือไตได้ ในรายที่อาการรุนแรงอาจเกิดภาวะแทรกซ้อนที่รุนแรง นำไปสู่เสียชีวิตได้
• ลดการใช้ยา โดยอาจต้องหยุดยาที่เป็นปัญหา (ควรทำภายใต้คำแนะนำของแพทย์)
• ใช้วิธีป้องกันไมเกรน เช่น การปรับพฤติกรรม, การใช้ยาไมเกรนป้องกัน
• ลองใช้วิธีบรรเทาอาการแบบไม่ใช้ยา เช่น ประคบเย็น, ฝังเข็ม, กายภาพบำบัด
• หากคุณเริ่มสังเกตเห็นว่ายาแก้ปวดที่เคยใช้ไม่ได้ผลเหมือนเดิม ควรปรึกษาแพทย์เพื่อหาทางออกที่เหมาะสมก่อนที่อาการจะรุนแรงขึ้น
Advertisement