กองบังคับการปราบปรามการกระทำผิดเกี่ยวกับอาชญากรรม ทางเศรษฐกิจ (บก.ปอศ.) จับกุม นางสาวเริงฤดีฯ อายุ 45 ปี และ นางสาวพรพิมลฯ อายุ 30 ปี พร้อมยึดของกลางจำนวน 413 รายการ รวมมูลค่าทรัพย์สินประมาณ 50 ล้านบาท โดยมีทรัพย์สินที่ตรวจยึด ได้ รถยนต์ จำนวน 11 คัน- ยนต์ตู้ยี่ห้อโตโยต้า รุ่น อัลพาร์ด จำนวน 2 คันรถยนต์ยี่ห้อบีเอ็มดับเบิ้ลยู จำนวน 6 คัน รถยนต์ยี่ห้อซูซุกิ จำนวน 1 คัน
รถยนต์ไฟฟ้ายี่ห้อฮาวาลจำนวน 1 คัน รถยนต์ไฟฟ้ายี่ห้อเนตะ จำนวน 1 คัน ตู้เติมเงินเคธี่ปันสุข จำนวน 258 ตู้ กระเป๋าแบรนด์เนม จำนวน 4 ใบ
เครื่องประดับ จำนวน 28 รายการ ที่ดินในพื้นที่ จ.ปราจีนบุรี จำนวน 4 แปลง สมุดบัญชีเงินฝากธนาคาร จำนวน 20 เล่ม
สมุดเช็ค จำนวน 14 เล่ม คอมพิวเตอร์/โน๊ตบุ๊ค จำนวน 20 เครื่อง โทรศัพท์มือถือ จำนวน16เครื่อง เอกสารต่างๆ จำนวน 42 รายการ เงินสด จำนวน 150,000 บาท เพื่อดำเนินคดีในฐานความผิด “ร่วมกันฉ้อโกงประชาชน,ร่วมกันกู้ยืมเงินที่เป็นการฉ้อโกงประชาชน”
สืบเนื่องเมื่อเดือนธันวาคม 2567 ผู้เสียหายจำนวน 61 ราย ได้เข้าร้องทุกข์กับพนักงานสอบสวน กก.4 บก.ปอศ. เพื่อดำเนินคดีกับบริษัท ปันสุข555 จำกัด และบริษัท เคโฟร์ คอมมูนิเคชั่น จำกัด ซึ่งมีนางสาวเริงฤดีฯ และนางสาวพรพิมลฯ เป็นกรรมการผู้มีอำนาจ มีพฤติกรรมชักชวนประชาชนให้ร่วมลงทุนธุรกิจซิมการ์ดโทรศัพท์มือถือที่ได้รับอนุญาตจากสำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) ในนามซิมการ์ดโทรศัพท์ระบบเติมเงิน ชื่อ “Sim K4” และตู้เติมเงินชื่อ “ตู้เคธี่ปันสุข” ให้บริการเติมเงินโทรศัพท์ เติมเงินวอลเล็ต ชำระบิลค่าน้ำ ค่าไฟฟ้า
โดยเสนอแพ็คเกจ เมื่อลงทุน 50,000 บาท จะได้รับผลตอบแทนสูงสุด 150,000 บาท ภายในระยะเวลา 500 วัน คิดเป็นร้อยละ 219 ต่อปี และมีการขยายศูนย์ตัวแทนจำหน่ายไปยังจังหวัดต่างๆ เพื่อจัดการอบรมสัมมนาชักชวน ซึ่งหากสมาชิกสามารถแนะนำชักชวนดีลเลอร์หรือสมาชิกใหม่จะได้รับส่วนแบ่งสูงสุดถึงร้อยละ 50 ของค่าสมัคร
โดยผู้ที่สนใจลงทุนต้องสมัครสมาชิกผ่านเว็บไซต์ https://kathyrobot.punsook555.co.th และมีรูปแบบการโอนเงินลงทุนผ่านระบบคิวอาร์โค้ด ซึ่งในช่วงแรกผู้ลงทุนได้รับผลตอบแทนจริง ทำให้มีผู้หลงเชื่อร่วมลงทุนเป็นจำนวนมาก ต่อมาช่วงเดือนตุลาคม 2567 สมาชิกเริ่มไม่ได้รับผลตอบแทนจากการลงทุน จึงได้พยายามติดตามทวงถาม แต่ผู้ต้องหาได้บ่ายเบี่ยงเรื่อยมา ผู้เสียหายจึงได้รวมตัวกันมาร้องทุกข์ดำเนินคดีกับผู้ต้องหา มูลค่าความเสียหายเป็นเงินจำนวน 27,557,701 บาท
ทั้งนี้ ตำรวจสอบสวนกลาง (CIB) ได้เปิดปฏิบัติการ “ตัดวงจรแชร์ลูกโซ่ตู้เติมเงินเคธี่ปันสุข K4” ทำการตรวจค้นจำนวน 4 จุด ในพื้นที่ เขตคันนายาวและเขตลาดกระบัง กรุงเทพมหานคร ประกอบด้วยบ้านพักอาศัยของผู้ต้องหาและสถานที่ทำการของบริษัท พบว่าบริษัทผู้ต้องหามีพนักงานประมาณ 15 คน มีห้องจัดสัมมนาสำหรับชักชวนผู้ลงทุน โดยที่บริษัทมีการสต๊อคตู้เติมเงินเคธี่ปันสุขซึ่งได้ถูกนำมาใช้ในการจูงใจให้มีการลงทุน
เจ้าหน้าที่ตำรวจจึงได้ทำการทดสอบเบื้องต้นพบว่าไม่สามารถใช้งานได้จริงตามที่โฆษณา เจ้าหน้าที่ตำรวจจึงได้ทำการตรวจยึดพยานเอกสารซึ่งใช้เป็นหลักฐานประกอบการสอบสวน และตรวจยึดทรัพย์สินต่างๆ จากผู้ต้องหารวมมูลค่าประมาณ 50 ล้านบาท พร้อมทั้งจับกุมนางสาวเริงฤดีฯ และนางสาวพรพิมลฯ ผู้ต้องหาตามหมายจับ นำส่งพนักงานสอบสวน กก.4 บก.ปอศ. ดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป จากการสอบถามผู้ต้องหา ทั้งสองรายให้การปฏิเสธตลอดข้อกล่าวหา
Advertisement