สรุปข้อกล่าวหา – คำชี้แจง กรณี “เลี่ยงภาษีการรับให้” หลังพรรคฝ่ายค้านกล่าวหานายกฯ ทำนิติกรรมอำพราง
วิโรจน์ ลักขณาอดิศร สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ได้ อภิปรายไม่ไว้วางใจ “แพทองธาร ชินวัตร” นายกรัฐมนตรี ว่ามีการทำนิติกรรมอำพรางเพื่อหลีกเลี่ยง ‘ภาษีการรับให้’ มาตั้งแต่ปี 2559
“ภาษีการรับให้” มีขึ้นเมื่อปี 2559 คือ เงินได้ที่ได้รับจากการอุปการะ หรือจากการให้โดยเสน่หาจากบุพการี ผู้สืบสันดาน หรือคู่สมรส จะได้รับการยกเว้นภาษีเฉพาะเงินได้ในส่วนที่ไม่เกินยี่สิบล้านบาทตลอดปีภาษีนั้น
แต่ถ้าเกิน 20 ล้านบาท ต้องเสียภาษีในอัตรา 5%
ขณะที่ถ้ามีเงินได้ที่ได้รับจากการอุปการะโดยหน้าที่ธรรมจรรยา หรือจากการให้โดยเสน่หาเนื่องในพิธี หรือตามโอกาสแห่งขนบธรรมเนียมประเพณี จากบุคคลซึ่งไม่ใช่บุพการี ผู้สืบสันดาน หรือคู่สมรส จะได้รับการยกเว้นภาษีเฉพาะเงินได้ในส่วนที่ไม่เกิน 10 ล้านบาท
แปลง่ายๆว่า ถ้ามอบให้ในพิธี 10 ล้านแรกไม่ต้องเสียภาษี แต่ถ้าเกิน ก็ต้องเสียในอัตรา 5% เช่นเดียวกัน
ซึ่ง “วิโรจน์” กล่าวหาว่า “นายกฯ” ใช้ช่องว่างทางกฎหมายหลีกเลี่ยงภาษีการรับให้ โดยดูจากบัญชีทรัพย์สินที่ยื่นต่อ ป.ป.ช.
ที่พบว่า “นายกฯ” เป็นลูกหนี้อยู่ 9 รายการ มูลค่าหนี้สินรวม 4,434.5 ล้านบาท โดยเป็นการโอนหุ้นของบริษัทในเครือตระกูลชินวัตร
แต่หนี้สินกว่า 4 พันล้านบาท จาก 9 รายการกลับมีเอกสารแนบเพียง 9 แผ่น รายการละ 1แผ่นเท่านั้น
ดังนั้นจึงไม่ใช่หนี้ที่อยู่ในรูปแบบของสัญญาเงินกู้ แต่เป็นตั๋วสัญญาใช้เงิน หรือที่เรียกว่าตั๋ว .P/N
ซึ่งเป็นหนี้สินที่ “นายกฯ” ซื้อหุ้นจากพี่สาว พี่ชาย ลุง ป้าสะใภ้ และแม่ แบบ “ซื้อเชื่อ” แล้วออกตั๋ว P/N แทนการจ่ายเงิน
“วิโรจน์” อ้างด้วยว่า ตั๋วสัญญาใช้เงินที่ทำนี้มีเงื่อนไขพิเศษคือ ไม่กำหนดว่าต้องจ่ายค่าซื้อหุ้นเมื่อไหร่ หรือง่ายๆคือไม่มีกำหนดใช้หนี้
จึงมองว่านี่คือการใช้ตั๋ว P/N เป็นเครื่องมือในการทำนิติกรรมอำพราง เพื่อหลีกเลี่ยงภาษีการรับให้
เขาอธิบายด้วยว่า ‘การได้หุ้นจากการให้’ กับ ‘การซื้อหุ้น’ ก็คือ ถ้า ได้หุ้นมาจากการให้ ก็ต้องเสีย ‘ภาษีการรับให้’ แต่ถ้า “ซื้อหุ้น” ก็ไม่ต้องจ่ายภาษีเลย ซึ่งการทำเช่นนี้ทำให้หลีกเลี่ยงภาษีการรับให้เป็นเงินสูงถึง 218.7 ล้านบาท
ขณะที่นายกรัฐมนตรีก็ได้ลุกขึ้นชี้แจง โดยบอกว่าการปรับโครงสร้างหุ้นจำเป็นต้องมีการซื้อขาย แต่เธอยังไม่พร้อมที่จะชำระด้วยเงินสด จึงทำตั๋วสัญญาใช้หนี้แทน และได้แสดงบัญชีทรัพย์สินแล้ว และมีแผนที่จะชำระแล้ว
โดยรอบแรกจะชำระในปีหน้า และเมื่อเกิดการซื้อขายทุกอย่างก็จะปรากฏในบัญชีทรัพย์สิน และพอมีการซื้อขายก็หลบการจ่ายภาษีไม่ได้อยู่แล้ว
และระหว่างนั้นก็มีการปะทะคารม โดยนายกฯ บอกว่า “แม้ดิฉันอายุน้อยกว่าท่าน แต่ดิฉันมั่นใจว่าดิฉันเสียภาษีให้รัฐมากกว่าท่าน” ขณะที่ “วิโรจน์” ก็ได้โต้ว่า“เสียมากเสียน้อยมันเป็นหน้าที่ของท่าน แต่หาเทคนิคหลบเลี่ยงเพื่อหนีภาษีต่างหากที่น่ารังเกียจ”
Advertisement