วันที่ 5 เม.ย. 68 ที่ท่าอากาศยานทหาร 2 กองบิน 6 เขตดอนเมือง กรุงเทพฯ พล.อ.ทรงวิทย์ หนุนภักดี ผู้บัญชาการทหารสูงสุด (ผบ.ทสส.) เป็นประธานพิธีส่งกำลังพล ชุดช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมเหตุแผ่นดินไหวในประเทศเมียนมา โดยกองทัพไทย ผลัดที่ 2 เพื่อเดินทางไปปฏิบัติภารกิจสนับสนุนการช่วยเหลือประเทศเมียนมาจากเหตุการณ์ภัยพิบัติแผ่นดินไหว
โดยใช้ชื่อยุทธการ “มัณฑะเลย์ 82” โดยมี พล.อ.อ.พันธ์ภักดี พัฒนกุล ผู้บัญชาการทหารอากาศ (ผบ.ทอ.) ร่วมด้วย
โดยก่อนเดินทาง พล.อ.ทรงวิทย์ ได้นำกำลังพลล้อมวงคุย เพื่ออธิบายการทำงาน และความยากง่ายในการปฏิบัติงาน พร้อมขอบคุณที่เสียสละที่จะเดินทางไปในวันนี้ โดยประเทศเมียนมายังคงต้องการทีมแพทย์ และวิศวกร ที่จะตรวจสอบโครงสร้าง เพื่อให้ประชาชนที่อาศัยอยู่นอกบ้านสามารถกลับเข้าไปอยู่ในที่อาศัยได้ โดยจะไม่เน้นซ่อมแซม แต่เป็นการเน้นสร้างที่อยู่อาศัยใหม่แบบชั่วคราว หรือสิ่งปลูกสร้างกึ่งถาวร พร้อมกับฝากว่า ในพื้นที่มีความวิกฤต เวลาที่ตั้งใจจะไปทำดีอะไร ก็จะมีสิ่งที่เข้ามารบกวน เพราะฉะนั้นเรื่องของความปลอดภัยต้องไม่ประมาท จึงต้องมีผู้บังคับบัญชาที่ชัดเจน และมีเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยคอยดูแล ซึ่งเป็นทีมจากศูนย์ต่อต้านก่อการร้าย โดยหลังจากนี้ตั้งใจจะส่งกำลังพลไปอีก 2 ผลัด
โดยวันนี้นาย มาริษ เสงี่ยมพงษ์ รมว.ต่างประเทศ จะเดินทางร่วมคณะ เพื่อไปเจรจากับทางการเมียนมา ซึ่งจะเป็นการดำเนินการแบบคู่ขนาน ที่จะตั้งศูนย์ประสานงานอาเซียนเพื่อความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมและการจัดการภัยพิบัติ หรือ AHA Centre โดยจะใช้พื้นที่ของกองทัพอากาศเป็นจุดกระจายสิ่งของให้ความช่วยเหลือไปยังประเทศเมียนมา
พล.อ.ทรงวิทย์ ได้ให้กำลังใจกำลังพล พร้อมกับระบุว่า เราต้องข้ามผ่านหลายๆ เรื่อง และขอให้ปฏิบัติหน้าที่อย่างทหารมืออาชีพ เมื่อมีเหตุพร้อมที่จะจะปฎิบัติหน้าที่ทันที ซึ่งงานนี้หัวใจหลักมีเพียงอย่างเดียวคือ มนุษยธรรม ช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์โดยไม่นับว่า เป็นชาติใด นับเป็นหัวใจของกองทัพที่สำคัญที่สุด และสิ่งที่สามารถตอบความสำเร็จของภารกิจได้ คือ ทำแล้วมีความสุข เหมือนกับหลายชาติที่มาช่วยเหลือประเทศไทยในเหตุการณ์โครงสร้างสำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) แห่งใหม่ถล่ม ซึ่งวันนี้จะเป็นหน้าที่ของเราในการส่งต่อพลังใจไปสู่เพื่อนบ้าน และผลัดนี้ เป็นการส่งต่อสู่การรักษาพยาบาล และการฟื้นฟู จึงอยากให้ทุกนายเข้าใจเจตนารมย์ของตนเอง และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ซึ่งการดำเนินงานครั้งนี้ถือเป็นความร่วมมือกัน โดยเฉพาะทหารจากกลุ่มประเทศอาเซียนไม่ว่า จะเป็นประเทศมาเลเซีย หรือ สิงคโปร์ ซึ่งผู้บัญชาการทหารสูงสุดของมาเลเซียก็ได้แจ้งให้ตนทราบว่า ขณะนี้ได้ทำการช่วยเหลือกู้ภัยในพื้นที่ไปแล้วกว่า 75%
พร้อมย้ำในช่วงท้ายว่า การกู้ภัยในครั้งนี้ไม่มีปัญหาอุปสรรค เนื่องจากมีความคุ้นเคยกับทีมกู้ภัยของประเทศต่างๆ เนื่องจากเคยผ่านการฝึกร่วมกันมาแล้ว
สำหรับการเดินทางครั้งนี้นับเป็นผลัดที่ 2 โดยมีกำลังพลผลัดละ 55 นาย แบ่งออกเป็นส่วนกองบังคับการควบคุม 5 นาย, ส่วนประสานงาน 4 นาย, หน่วยแพทย์ฉุกเฉิน MERT 22 นาย, ช่างโยธา 12 นาย, หน่วยค้นหาและช่วยเหลือ 6 นาย, หน่วยสนับสนุนทั่วไป 6 นาย และหน่วยรักษาความปลอดภัยอีก 6 นาย เพื่อไปปฏิบัติภารกิจเป็นเวลาประมาณผลัดละ 8 วัน โดยมีภารกิจหลักอยู่ 2 อย่าง คือภารกิจทางการแพทย์ ที่ต้องให้ความช่วยเหลืออย่างน้อย 100 คนต่อวัน และภารกิจทางการช่าง ที่ต้องสร้างที่พักพิงชั่วคราว 30 หลังต่อวัน
Advertisement