สมาคมอุตสาหกรรมยานยนต์ไทย (TAIA) คาดการณ์ว่าในปี 2568 อุตสาหกรรมยานยนต์ไทยจะมีแนวโน้มเติบโตใกล้เคียงกับปีที่ผ่านมา โดยคาดว่าในปี 2568 การผลิตรถยนต์ในประเทศไทยจะอยู่ที่ประมาณ 1.5 ล้านคัน ซึ่งเพิ่มขึ้นจากปีก่อนราว 2.1% แบ่งเป็นการผลิตเพื่อจำหน่ายในประเทศประมาณ 5 แสนคัน และการผลิตเพื่อส่งออกประมาณ 1 ล้านคัน ส่วนการผลิตรถจักรยานยนต์คาดว่าจะอยู่ที่ 2.1 ล้านคัน เพิ่มขึ้นจากปีก่อนประมาณ 11.2%
สำหรับปัจจัยที่มีผลต่ออุตสาหกรรมยานยนต์ไทยในปี 2568 แบ่งออกเป็น 2 ด้าน คือ
- เศรษฐกิจดีขึ้น การลงทุนภาครัฐในโครงการสำคัญ เช่น การสร้างสาธารณูปโภคและการก่อสร้างรถไฟ จะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจและมีเงินไหลเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจประมาณ 3 ล้านล้านบาท
- การฟื้นตัวของการท่องเที่ยว การท่องเที่ยวในไทยจะฟื้นตัวใกล้เคียงกับก่อนโควิด-19 โดยจำนวนและรายจ่ายของนักท่องเที่ยวต่างชาติจะกลับมาเพิ่มขึ้น
ปัจจัยเสี่ยง
- หนี้ครัวเรือนสูง หนี้ครัวเรือนยังอยู่ในระดับสูงที่ 89% ของ GDP และหนี้เสียที่สูงถึง 22% ซึ่งจะกระทบการใช้จ่ายและอำนาจซื้อของประชาชน
- การเข้มงวดในสินเชื่อ สถาบันการเงินยังคงเข้มงวดในการปล่อยสินเชื่อรถยนต์เนื่องจากอัตราส่วนหนี้ค้างชำระสูง
- ผลกระทบจากนโยบายการค้าของสหรัฐฯ นโยบายของประธานาธิบดีทรัมป์ที่เพิ่มภาษีสินค้าจากต่างประเทศส่งผลกระทบต่อการค้ารถยนต์และชิ้นส่วนยานยนต์จากไทย
มาตรการที่ต้องเผชิญในอนาคต
- โครงสร้างภาษีสรรพสามิตใหม่ เริ่มมีการบังคับใช้มาตรการการลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์จากรถยนต์ในปี 2569 ซึ่งจะส่งผลให้ยานยนต์ที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมได้รับสิทธิพิเศษทางภาษี
- การบังคับใช้มาตรฐานมลพิษยูโร 6 รถยนต์เครื่องยนต์เบนซินจะต้องมีการปรับตามมาตรฐานการปล่อยมลพิษยูโร 6 ตั้งแต่ปี 2568
- การเจรจาความตกลง FTA การเจรจาความตกลงการค้าเสรีกับประเทศต่างๆ เช่น สหภาพยุโรป และออสเตรเลีย ซึ่งจะมีผลต่อการส่งออกยานยนต์ไทย
มาตรการกระตุ้นตลาดระยะสั้น
- ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา เสนอให้ลดหย่อนภาษีเงินได้จากค่าใช้จ่ายในการซื้อและบำรุงรักษารถยนต์ที่ผลิตในประเทศ
- ภาษีเงินได้นิติบุคคล อนุญาตให้นำค่าใช้จ่ายในการซื้อหรือเช่ารถยนต์ที่ผลิตในประเทศมาหักภาษีได้ รวมถึงการขยายเพดานค่าใช้จ่ายที่หักได้
- มาตรการสินเชื่อ ผ่อนปรนเงื่อนไขการปล่อยสินเชื่อรถยนต์ เช่น การอนุญาตให้กู้ร่วมและพิจารณารายได้รวมของครอบครัว
- การใช้จ่ายงบประมาณ ใช้งบประมาณประจำปีของภาครัฐในการกระตุ้นเศรษฐกิจ
มาตรการกระตุ้นยอดขายและส่งออกระยะกลาง-ยาว
- การรักษาฐานการผลิตรถยนต์ ส่งเสริมการผลิตยานยนต์ ICE (Internal Combustion Engine) และยานยนต์สมัยใหม่ เช่น HEV (Hybrid Electric Vehicle) และ PHEV (Plug-in Hybrid Electric Vehicle) เพื่อรักษาความสามารถในการแข่งขันในช่วงเปลี่ยนผ่าน
- ยกระดับอุตสาหกรรมชิ้นส่วน จับคู่บริษัทผลิตชิ้นส่วนยานยนต์ไทยกับต่างชาติ เพื่อเพิ่มการใช้ชิ้นส่วนในประเทศและพัฒนาไปสู่การผลิตชิ้นส่วนสำหรับยานยนต์ไฟฟ้า (EV)
- ขยายการส่งออกยานยนต์ไฟฟ้า มุ่งส่งเสริมการส่งออกยานยนต์ประเภท ZEV (Zero Emission Vehicle) ไปยังตลาดที่มีความต้องการยานยนต์เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม พร้อมเร่งรัดการเจรจาข้อตกลง FTA กับกลุ่มประเทศที่มีนโยบายส่งเสริมยานยนต์ไฟฟ้า
สมาคมฯ คาดหวังว่ามาตรการเหล่านี้จะช่วยฟื้นฟูตลาดยานยนต์ทั้งในประเทศและการส่งออกในปี 2568 และปีต่อๆ ไปให้กลับมาฟื้นตัวและเติบโตได้อย่างยั่งยืน