นอนน้อยระวังภูมิตก ร่างกายเสี่ยงเกิดโรค ภาวะร้ายแรงเป็นอันตรายต่อสุขภาพและชีวิต เปิดผลเสียที่เกิดขึ้นกับร่างกายจากการนอนหลับพักผ่อนไม่เพียงพอ
อมรินทร์ออนไลน์ ขอเตือนดังๆ ไปยังสาย นอนน้อยแต่นอนนะ !! รู้หรือไม่ พฤติกรรมดังกล่าวทำลายสุขภาพ ตายผ่อนส่ง
การนอนน้อยหรือการนอนหลับไม่เพียงพอสามารถส่งผลกระทบต่อระบบภูมิคุ้มกันและระบบต่างๆ ของร่างกายในหลายๆ ด้าน โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากการนอนน้อยสะสมเป็นเวลานานๆ จะทำให้ภูมิคุ้มกันของร่างกายลดลงและเสี่ยงต่อการเกิดโรคต่างๆ ดังนี้
การนอนหลับมีบทบาทสำคัญในการฟื้นฟูและเสริมสร้างภูมิคุ้มกันของร่างกาย ในช่วงที่เรานอนหลับ ร่างกายจะผลิตสารเคมีที่ช่วยเสริมสร้างการทำงานของเซลล์ภูมิคุ้มกัน เช่น T-cells, B-cells และเซลล์อื่นๆ ที่มีส่วนช่วยในการต่อสู้กับเชื้อโรค การนอนน้อยสามารถทำให้การตอบสนองของระบบภูมิคุ้มกันลดลง ทำให้ร่างกายมีความเสี่ยงต่อการติดเชื้อสูงขึ้น เช่น
การติดเชื้อทางเดินหายใจ : การนอนน้อยเพิ่มความเสี่ยงในการติดเชื้อไวรัส เช่น หวัด หรือไข้หวัดใหญ่ เนื่องจากระบบภูมิคุ้มกันทำงานได้ไม่เต็มที่
การติดเชื้อในช่องปาก : การนอนน้อยอาจส่งผลให้มีการสะสมของเชื้อแบคทีเรียในช่องปากที่ไม่ได้รับการกำจัดอย่างเต็มที่จากภูมิคุ้มกัน
การนอนน้อยไม่เพียงแต่ลดประสิทธิภาพของระบบภูมิคุ้มกันเท่านั้น แต่ยังมีผลกระทบต่อหลายระบบของร่างกาย ได้แก่
ระบบประสาท : การนอนหลับไม่เพียงพอจะทำให้การทำงานของสมองลดลง ส่งผลให้ความสามารถในการคิด, การจำ, และการตัดสินใจแย่ลง รวมถึงทำให้มีอารมณ์หงุดหงิดหรือเครียดง่ายขึ้น การนอนน้อยยังเพิ่มความเสี่ยงต่อการเป็นโรคซึมเศร้า (Depression) และความวิตกกังวล (Anxiety)
การเผาผลาญพลังงาน : การนอนน้อยส่งผลต่อฮอร์โมนที่ควบคุมการเผาผลาญ เช่น อินซูลิน ซึ่งอาจทำให้เกิดภาวะน้ำตาลในเลือดสูงและมีความเสี่ยงต่อโรคเบาหวานชนิดที่ 2
โรคหัวใจและหลอดเลือด : การนอนน้อยเพิ่มความเสี่ยงในการเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือด เช่น โรคหลอดเลือดสมองและโรคหัวใจขาดเลือด เนื่องจากการพักผ่อนไม่เพียงพอจะทำให้การทำงานของระบบไหลเวียนเลือดผิดปกติ รวมถึงระดับความดันโลหิตและการอักเสบที่เพิ่มขึ้น
การนอนน้อยจะส่งผลต่อการทำงานของฮอร์โมนในร่างกาย โดยเฉพาะในเรื่องของฮอร์โมนที่ควบคุมความหิวและความอิ่ม เช่น
ฮอร์โมนเกรลิน (Ghrelin) : ฮอร์โมนนี้กระตุ้นความหิว หากนอนน้อย ฮอร์โมนเกรลินจะมีระดับที่สูงขึ้น ทำให้เกิดความอยากอาหารมากขึ้นและมีแนวโน้มที่จะกินอาหารที่มีแคลอรี่สูง
ฮอร์โมนเลปติน (Leptin) : ฮอร์โมนนี้ควบคุมความอิ่ม การนอนน้อยจะทำให้ระดับฮอร์โมนเลปตินลดลง ทำให้คุณรู้สึกหิวบ่อยขึ้น แม้จะกินอาหารไปแล้ว
การมีฮอร์โมนที่ไม่สมดุลในระยะยาวสามารถนำไปสู่การเพิ่มน้ำหนักและความเสี่ยงในการเกิดโรคที่เกี่ยวข้องกับน้ำหนักเกิน เช่น โรคอ้วนและโรคเบาหวานซึ่งเปรียบดั่งประตูบานแรกที่พาสู่การเจ็บป่วยอีกสารพัด
โรคอ้วน : การนอนน้อยสามารถเพิ่มความเสี่ยงในการเกิดโรคอ้วนได้เนื่องจากการเพิ่มความอยากอาหารและการเผาผลาญที่ลดลง
เบาหวานชนิดที่ 2 : การนอนน้อยส่งผลต่อการทำงานของอินซูลินและการควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด ทำให้เพิ่มความเสี่ยงต่อโรคเบาหวานชนิดที่ 2
โรคหัวใจและหลอดเลือด : การนอนน้อยทำให้ระบบไหลเวียนเลือดไม่ทำงานอย่างเต็มประสิทธิภาพ เพิ่มความเสี่ยงในการเกิดโรคหลอดเลือดสมองและโรคหัวใจ
โรคความดันโลหิตสูง : การนอนน้อยส่งผลให้ระดับความดันโลหิตสูงขึ้นอย่างเรื้อรัง ซึ่งอาจทำให้เกิดโรคหัวใจและหลอดเลือดในระยะยาว
โรคซึมเศร้าและวิตกกังวล : การนอนน้อยอาจกระตุ้นการเกิดอาการซึมเศร้าและความวิตกกังวล เนื่องจากการเปลี่ยนแปลงในระดับสารเคมีในสมอง เช่น เซโรโทนินและโดพามีน
การนอนน้อยสามารถเพิ่มระดับการอักเสบในร่างกาย ซึ่งจะส่งผลให้เกิดการเสื่อมสภาพของร่างกายในระยะยาว โดยเฉพาะในกรณีที่มีโรคเรื้อรัง เช่น โรคข้ออักเสบ หรือโรคภูมิแพ้ที่อาจจะมีอาการรุนแรงขึ้นจากการนอนน้อย
การนอนน้อยไม่เพียงแต่มีผลกระทบต่อระบบภูมิคุ้มกัน แต่ยังส่งผลเสียต่อหลายระบบในร่างกายทั้งทางด้านประสาท, การเผาผลาญพลังงาน, ฮอร์โมน, ระบบไหลเวียนเลือด รวมถึงการเพิ่มความเสี่ยงต่อโรคเรื้อรังหลายๆ โรค เช่น โรคหัวใจ เบาหวาน โรคอ้วน และภาวะซึมเศร้า ดังนั้น การนอนหลับให้เพียงพอจึงเป็นสิ่งสำคัญในการดูแลสุขภาพโดยรวมและเสริมสร้างภูมิคุ้มกันให้แข็งแรง
การนอนที่ดีและถูกต้องไม่เพียงแต่เกี่ยวข้องกับจำนวนชั่วโมงที่เรานอน แต่ยังเกี่ยวข้องกับคุณภาพของการนอน และการปฏิบัติตามหลักการบางประการที่ช่วยส่งเสริมการนอนหลับให้มีประสิทธิภาพ ซึ่งจะมีผลดีต่อสุขภาพโดยรวม ดังนี้
โดยทั่วไปแล้ว การนอนหลับที่เหมาะสมควรมีระยะเวลาประมาณ 7-9 ชั่วโมงต่อวันสำหรับผู้ใหญ่ แต่การนอนหลับที่ดีไม่ใช่แค่จำนวนชั่วโมงเท่านั้น แต่ยังรวมถึงคุณภาพของการนอนด้วย สำหรับเด็กวัยเรียนอาจต้องการเวลานอนมากกว่าในขณะที่ผู้สูงอายุอาจจะนอนน้อยลงเล็กน้อย แต่ควรจะนอนหลับให้เต็มที่ในช่วงเวลากลางคืน
ท่าทางการนอนมีผลต่อสุขภาพของกระดูกและกล้ามเนื้อ รวมถึงระบบการหายใจและการไหลเวียนเลือด ท่าที่เหมาะสมในการนอนควรเป็น
นอนหงาย (Supine position) : ท่านี้ช่วยให้กระดูกสันหลังตั้งตรง ลดความเสี่ยงในการปวดหลังและคอ แต่ต้องระวังเรื่องการนอนหลับกับหมอนที่รองศีรษะอย่างถูกต้อง เพื่อให้คอไม่ยืดเกินไป
นอนตะแคง (Side position) : ท่านี้เป็นท่าที่ดีสำหรับการหายใจ และเหมาะกับคนที่มีปัญหาการนอนกรนหรือภาวะหยุดหายใจขณะหลับ (Sleep Apnea) แนะนำให้นอนตะแคงข้างซ้ายเพื่อช่วยในการไหลเวียนเลือดและลดความดันในกระเพาะอาหาร
หลีกเลี่ยงการนอนคว่ำ (Prone position) : ท่านี้ไม่แนะนำเพราะอาจทำให้เกิดปัญหากับกระดูกสันหลังและการหายใจ การนอนในท่านี้อาจทำให้กล้ามเนื้อคอและหลังตึงเครียด
บรรยากาศที่ดีในการนอนหลับสามารถช่วยให้หลับได้ง่ายขึ้นและมีคุณภาพสูงขึ้น
อุณหภูมิห้อง : ควรตั้งอุณหภูมิห้องให้อยู่ในระดับที่เย็นสบาย (ประมาณ 18-22 องศาเซลเซียส) เนื่องจากอุณหภูมิที่เย็นจะช่วยให้ร่างกายหลับลึกได้ดีกว่า
แสงสว่าง : หลีกเลี่ยงแสงจากอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ (เช่น สมาร์ทโฟน, คอมพิวเตอร์) ก่อนนอน เพราะแสงสีฟ้าจากหน้าจอจะทำให้ร่างกายไม่ผลิตฮอร์โมนเมลาโทนิน (Melatonin) ซึ่งเป็นฮอร์โมนที่ช่วยให้หลับง่าย
เสียง : ควรหลีกเลี่ยงเสียงรบกวนที่ดังเกินไปในขณะที่นอน อาจใช้เครื่องเสียงที่มีเสียงน้ำไหลหรือเสียงเพลงเบาๆ เพื่อช่วยให้รู้สึกผ่อนคลาย
ที่นอนและหมอน : ควรเลือกที่นอนที่รองรับการกระจายน้ำหนักของร่างกายได้ดีและไม่ทำให้มีจุดกดทับ ในขณะที่หมอนควรมีความสูงที่พอเหมาะเพื่อรองรับศีรษะและคอ
การมีนิสัยที่ช่วยส่งเสริมการนอนหลับเป็นเรื่องสำคัญ
กำหนดเวลานอนและตื่นให้สม่ำเสมอ : พยายามเข้านอนและตื่นในเวลาเดียวกันทุกวัน แม้ในวันหยุด เพื่อปรับร่างกายให้คุ้นเคยกับเวลาเข้านอนและตื่นนอน
หลีกเลี่ยงการใช้โทรศัพท์หรือหน้าจออิเล็กทรอนิกส์ก่อนนอน : แสงจากหน้าจอทำให้ร่างกายรับสัญญาณไม่พร้อมสำหรับการนอน ควรหลีกเลี่ยงอย่างน้อย 30-60 นาที ก่อนเข้านอน
หลีกเลี่ยงคาเฟอีนและอาหารมื้อหนัก : คาเฟอีนจะกระตุ้นระบบประสาท ทำให้นอนหลับยาก ควรหลีกเลี่ยงกาแฟ, ชา, เครื่องดื่มที่มีคาเฟอีนและอาหารที่มีไขมันสูงก่อนนอน
ทำกิจกรรมที่ผ่อนคลาย : เช่น การอ่านหนังสือ, การทำสมาธิ, หรือการอาบน้ำอุ่นก่อนนอนจะช่วยให้ร่างกายเตรียมตัวสำหรับการนอนหลับได้ดี
การมีชีวิตที่สมดุลช่วยให้การนอนหลับดีขึ้น
ออกกำลังกาย : การออกกำลังกายที่เหมาะสมช่วยเสริมสร้างการนอนหลับที่ดี แต่ควรหลีกเลี่ยงการออกกำลังกายในช่วงเวลาที่ใกล้กับเวลานอน เนื่องจากอาจทำให้ร่างกายตื่นตัวมากเกินไป
การจัดการความเครียด : ความเครียดและความวิตกกังวลสามารถทำให้การนอนหลับไม่ดี การฝึกการผ่อนคลาย เช่น การทำสมาธิหรือการหายใจลึกๆ สามารถช่วยให้ลดความเครียดและทำให้หลับได้ง่ายขึ้น
การนอนกลางวันอาจเป็นประโยชน์ในบางกรณี แต่ถ้าหากนอนกลางวันนานเกินไป (โดยเฉพาะมากกว่า 30 นาที) อาจทำให้การนอนในตอนกลางคืนมีปัญหา เพราะร่างกายอาจจะไม่รู้สึกง่วงในเวลานอนปกติ
การลดการดื่มแอลกอฮอล์ : แอลกอฮอล์อาจทำให้เราหลับเร็วขึ้น แต่จะทำให้การนอนหลับไม่ลึกและมีคุณภาพต่ำ
การดูแลสุขภาพจิต : หากมีปัญหาด้านสุขภาพจิต เช่น ภาวะซึมเศร้า, วิตกกังวล หรือความเครียด ควรหาวิธีจัดการกับมัน เช่น การปรึกษาผู้เชี่ยวชาญ หรือการทำกิจกรรมที่ช่วยผ่อนคลาย
การนอนหลับที่ดีและถูกต้องคือการสร้างสิ่งแวดล้อมที่เหมาะสม รักษากิจวัตรการนอนที่สม่ำเสมอ และดูแลสุขภาพทั้งทางกายและจิตใจ เพื่อให้การนอนหลับมีคุณภาพและส่งผลดีต่อร่างกายและสุขภาพจิตในระยะยาว
Advertisement