มูลนิธิชัยพัฒนาเป็นองค์กรที่มุ่งเน้นการพัฒนาอย่างยั่งยืนและการใช้ทรัพยากรธรรมชาติอย่างคุ้มค่า หนึ่งในโครงการที่สำคัญคือ โครงการน้ำมันเมล็ดคามีเลีย ซึ่งมีเป้าหมายในการศึกษาวิจัยและพัฒนาการปลูกต้นคามีเลียในประเทศไทย เพื่อนำเมล็ดมาสกัดเป็นน้ำมันที่มีคุณประโยชน์ต่อสุขภาพและความงาม โครงการนี้เกิดขึ้นจากแนวพระราชดำริของ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 ที่ทรงเล็งเห็นถึงศักยภาพของต้นคามีเลีย ซึ่งเป็นพืชที่สามารถเติบโตได้ดีในพื้นที่สูง มีคุณค่าทางเศรษฐกิจ และช่วยสร้างรายได้ให้กับเกษตรกร
โครงการน้ำมันเมล็ดคามีเลียเป็นโครงการที่ริเริ่มโดยสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาและพัฒนาการผลิตน้ำมันเมล็ดคามีเลีย ซึ่งเป็นน้ำมันที่มีคุณค่าทางโภชนาการสูงและมีประโยชน์ต่อสุขภาพหลายประการ โดยในปี พ.ศ. 2547 สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้าฯ ได้พระราชทานพระราชดำริให้มูลนิธิชัยพัฒนา ดำเนินการศึกษาและทดลองปลูกต้นชาน้ำมันสายพันธุ์ Camellia oleifera จากสาธารณรัฐประชาชนจีน ซึ่งเป็นสายพันธุ์ที่ให้ผลผลิตน้ำมันคุณภาพสูง
ต่อมามูลนิธิชัยพัฒนาได้จัดตั้ง "ศูนย์วิจัยและพัฒนาชาน้ำมันและพืชน้ำมัน" เพื่อเป็นศูนย์กลางในการศึกษา วิจัย และพัฒนาการผลิตน้ำมันเมล็ดคามีเลียอย่างครบวงจร ตั้งแต่การคัดเลือกสายพันธุ์ การปลูก การดูแลรักษา การเก็บเกี่ยว ไปจนถึงกระบวนการผลิตน้ำมัน ทั้งนี้มีการศึกษาและวิจัยอย่างต่อเนื่องเพื่อปรับปรุงสายพันธุ์และกระบวนการผลิตน้ำมันเมล็ดคามีเลียให้มีคุณภาพและประสิทธิภาพสูงขึ้น
จากอดีตถึงปัจจุบันและอนาคตของสิ่งแวดล้อม
ในอดีตเขตอำเภอแม่ฟ้าหลวง จังหวัดเชียงราย เคยประสบปัญหาการบุกรุกตัดไม้ทำลายป่า มีการลักลอบค้าไม้ เผาป่า เพื่อทำไร่เลื่อนลอย เนื่องจากเมื่อ 30 ปีที่แล้ว ชาวบ้านไม่มีสิทธิทำกิน ขาดโอกาส ขาดการศึกษา สิ่งที่ทำได้คือการทำไร่เลื่อนลอย เผาป่า ทำลายธรรมชาติ พอถึงจุดหนึ่งป่าก็ขาดความอุดมสมบูรณ์ แต่ในวันนี้ทุกอย่างเปลี่ยนแปลงไป ผืนป่ากลับมาเขียวชอุ่มเหมือนดั่งเดิม
ในส่วนพื้นที่ของแปลงชาน้ำมัน ครั้งหนึ่งพื้นที่แห่งนี้เคยเป็นพื้นที่ที่ถูกแผ้วถางทำไร่เลื่อนลอยแหล่งใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งในประเทศ ที่แห่งนี้เปรียบเสมือนภาพสะท้อนปัญหาการตัดไม้ทำลายป่าในอีกหลายพื้นที่ทั่วประเทศ ซึ่งส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมระดับชาติอย่างไม่อาจหลีกเลี่ยง เมื่อไร้พื้นที่ดินดี เพาะปลูกอะไรก็ไม่ขึ้น ทำให้ชาวบ้านเดือดร้อนกันทุกครัวเรือน ชาวบ้านที่ไม่มีสิทธิเลือกจึงหลงไปพัวพันกับยาเสพติด หันไปสูบฝิ่น ทำให้ฝิ่นหยั่งรากลึกในวิถีชีวิตของชาวบ้านบนดอยสูงมาอย่างยาวนาน
จนกระทั่งปี พ.ศ. 2549 โอกาสแห่งการเปลี่ยนแปลงได้เข้ามาช่วยเหลือชาวบ้านที่นี่ โดยสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงหาวิธีปลูกป่าที่จะได้ผลอย่างยั่งยืน เพื่อหยุดการตัดไม้ ทำลายป่า ทั้งจากผู้ลักลอบ นายทุน และชาวบ้าน รวมถึงเพื่อช่วยสร้างอาชีพให้ชาวบ้านในพื้นที่ให้มีงานทำ มีรายได้
ภายใต้แนวทางการสร้างป่าแบบใหม่ได้นำเอาบทเรียนความผิดพลาดจากครั้งอดีตมาวิเคราะห์ จนได้ข้อสรุปว่า การปลูกป่าที่ผ่านมาไม่สำเร็จ เพราะเป็นการปลูกแบบวิชาการป่าไม้มากเกินไป แม้ป่าไม้จะขึ้นจริง แต่ตราบใดคนยังได้ประโยชน์จากการตัดไม้ขาย ป่าก็ถูกทำลายอยู่ดี ตราบใดคนที่อาศัยอยู่ในผืนป่า ยังไม่มีกิน ป่าก็ถูกแผ้วถาง เพื่อสร้างที่ทำกิน วิธีแก้ไขคือจะต้องหาพันธุ์ไม้ที่ปลูกแล้ว ผู้บุกรุกจะตัดไม้ไปขายไม่ได้ และยังเป็นไม้ที่สามารถสร้างรายได้ให้ชาวบ้านได้ทันที โดยไม่ต้องตัดไม้ทำลายป่าและสิ่งแวดล้อมอีกต่อไป
การค้นพบและการพัฒนาเพื่ออนาคต
โดยพันธุ์ไม้ที่ทรงค้นพบคือต้นชาน้ำมัน สายพันธุ์ (Camellia Oleifera Seed Oil) จากสาธารณรัฐประชาชนจีน ด้วยพระบารมีของสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี ได้รับความร่วมมือจากทางประเทศจีน ได้ส่งพันธุ์มาให้จำนวนกว่า 950,000 ต้น น้ำมันชาหรือต้นคามิเลีย มีคุณลักษณะคือสามารถขึ้นตั้งแต่ 900 เมตรขึ้นไป จากระดับน้ำทะเลจนถึง 1,200 เมตร เป็นแนวความคิดใหม่ในการฟื้นฟูป่าด้วยการอาศัยไม้นำ
มูลนิธิชัยพัฒนาได้ร่วมกับมูลนิธิแม่ฟ้าหลวงในพระบรมราชูปถัมภ์ และกรมป่าไม้ จัดตั้งโครงการศึกษาและพัฒนาการปลูกชาน้ำมันและพืชน้ำมัน ซึ่งเป็นไม้โตเร็ว โดยเริ่มดำเนินการในเขตพื้นที่โครงการพัฒนาดอยตุง อันเนื่องมาจากพระราชดำริเป็นแห่งแรก ก่อนที่จะขยายไปในพื้นที่บริเวณใกล้เคียงคือบ้านปางมะหัน บนพื้นที่กว่า 3,000 ไร่ และก่อตั้งเป็นศูนย์วิจัยและพัฒนาชาน้ำมันและพืชน้ำมัน ในปี พ.ศ. 2554 เพื่อศึกษาแนวทางการปลูกต้นชาน้ำมันในพื้นที่
จากป่าไม้ที่ถูกทำลาย เมื่อเปลี่ยนเป็นป่าต้นชาน้ำมัน ปัญหานายทุนหรือชาวบ้านตัดไม้ทำลายป่าก็หมดไป เนื่องจากมูลค่าต้นชาน้ำมัน ไม่ได้อยู่ที่เนื้อไม้ แต่เป็นน้ำมันจากเมล็ดชา เมื่อชาวบ้านมีอาชีพ มีรายได้ โดยเริ่มตั้งแต่การรับจ้าง ปลูก ดูแล เก็บเกี่ยว และจำหน่ายผลผลิตจากเมล็ดชาน้ำมัน ทำให้ชาวบ้านมีงานทำ มีรายได้มาเลี้ยงดูตนเองและครอบครัวได้
ศูนย์วิจัยและพัฒนาชาน้ำมันและพืชน้ำมันมูลนิธิชัยพัฒนา
ศูนย์วิจัยและพัฒนาชาน้ำมันและพืชน้ำมันมูลนิธิชัยพัฒนาได้ศึกษาและพัฒนากระบวนการผลิตและพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่มีคุณภาพ รวมทั้งศึกษาวิจัยชาน้ำมันสายพันธุ์ต่างๆ ที่ให้ผลผลิตสูงขึ้น ที่นี่คือปลายทางผลผลิตทั้งหมดของชาวบ้าน และเป็นจุดเริ่มต้นของน้ำมันเมล็ดคามิเลียหรือน้ำมันเมล็ดชาตราภัทรพัฒน์
เมล็ดชาส่วนใหญ่จะรับเข้าโรงงานในช่วงฤดูฝน ประมาณปลายเดือนสิงหาคมจนถึงเดือนพฤศจิกายน โดยรับสูงสุดอยู่ที่ 150 ตัน แต่ถ้าเดือนอื่น ประมาณ 40-50 ตันต่อเดือน ในทุกกระบวนการมีความสำคัญทั้งหมด ตั้งแต่กระบวนการตรวจรับวัตถุดิบจะต้องมีคุณภาพ ก่อนที่จะนำมาหีบเป็นน้ำมัน
ในส่วนของโรงงาน จะมีจุด CCP ที่เป็นจุด Critical Control Point จุดแรกที่เป็นจุดตรวจวัตถุดิบ โดยวัตถุดิบที่เข้ามาต้องไม่มีอะฟลาท็อกซิน (Aflatoxin) ซึ่งเป็นเชื้อรา และจุดต่อมาจะเป็นส่วนของการปรับสภาพจะเป็นกระบวนการลดความชื้นในน้ำมัน และจุดสุดท้ายเป็นกระบวนการกรอง ก่อนที่จะนำไปบรรจุต้องไม่มีสิ่งที่ปลอมปนไปในผลิตภัณฑ์ โดยในส่วนของบรรจุภัณฑ์ต้องมีการตรวจคัดให้แน่ใจอีกครั้ง ก่อนที่จะนำมาใส่ในบรรจุภัณฑ์ ทั้งนี้ผลผลิตที่ได้จากชาวบ้านจึงไม่เพียงสร้างคุณภาพชีวิตให้ดีขึ้นแก่พวกเขา แต่ยังได้มอบสุขภาพที่ดีส่งต่อไปให้ยังผู้บริโภคอีกด้วย
น้ำมันเมล็ดคามีเลียจากต้นทางสู่ปลายทางที่ยั่งยืน
ในวันนี้แปลงชาน้ำมันกว่า 3,000 ไร่ ในพื้นที่ป่า 100 ตารางกิโลเมตร ได้เปลี่ยนแปลงจากภูเขาหัวโล้นมาเป็นผืนป่าไม้หนาแน่น ธรรมชาติสามารถกลับมาทำหน้าที่ได้อีกครั้งหนึ่ง และเป็นตัวอย่างให้พื้นที่อื่น ๆ ได้นำมาใช้ประโยชน์ เพื่อให้เกิดการปลูกป่าอย่างยั่งยืน
นับเป็นโครงการที่เป็นการบูรณาการในทุกเรื่องบนพื้นที่สูง เริ่มจากการฟื้นฟูป่า ทำให้คนอยู่ได้ ทรัพยากร สิ่งแวดล้อม สร้างความเสถียรภาพให้เกิดขึ้น จนถึงผลผลิตนำไปสู่ตลาด เป็นตัวอย่างของโครงการที่ประสบความสำเร็จที่จะเป็นต้นแบบสามารถเอาไปใช้ในการฟื้นฟูป่าที่ประเทศยังคงมีความต้องการอยู่ในขณะนี้
ปัจจุบันมีพื้นที่ปลูกต้นชาน้ำมันในพื้นที่บ้านปางมะหันและบ้านปูนะ อำเภอแม่ฟ้าหลวง จังหวัดเชียงราย กว่า 3,464 ไร่ คิดเป็นต้นชาน้ำมัน 623,397 ต้น ประชาชนได้รับประโยชน์กว่า 3,305 คน จาก 30 หมู่บ้าน ซึ่งชาวบ้านเหล่านี้มีคุณภาพชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นจากการดูแลต้นชาน้ำมัน และส่งผลผลิตเข้าสู่โรงงาน ณ ศูนย์วิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์น้ำมันเมล็ดคามีเลียและน้ำมันพืชอื่น อำเภอแม่สาย จังหวัดเชียงราย เพื่อผลิตเป็นน้ำมันบริโภคที่มีประโยชน์ต่อคนไทย จึงเรียกได้ว่าการปลูกต้นชาน้ำมันนี้ ต้นทางคือการฟื้นป่า ปลายทางคือน้ำมันเมล็ดคามีเลียที่มีคุณภาพ
ทั้งนี้ผู้ที่มีความสนใจน้ำมันเมล็ดคามีเลีย สามารถสั่งซื้อผลิตภัณฑ์ได้โดยตรงหรือสั่งซื้อผ่านทางช่องออนไลน์ น้ำมันเมล็ดคามีเลียหรือน้ำมันเมล็ดชา น้ำหนัก 480 กรัม ขนาด 250 มิลลิลิตร ในราคา 119 บาท
เว็บไซต์ : https://www.patpat9.com/p/3864
Line shop : https://shop.line.me/@patpat9shop/product/321159521
Shopee : https://shp.ee/mjexccr
ร้านภัทรพัฒน์ : https://www.patpat9.com/b/5
เบอร์โทรศัพท์ ร้านภัทรพัฒน์ 02-282-4425
Advertisement