(24 มีนาคม 2568) ที่อาคารรัฐสภา สส. ธีรัจชัย พันธุมาศ ผู้แทนราษฎรพรรคประชาชน กรุงเทพมหานคร อภิปรายไม่ไว้วางใจนายกรัฐมนตรี แพทองธาร ชินวัตร ในข้อกล่าวหาว่าไม่มีคุณสมบัติและไม่มีความเหมาะสมในการดำรงตำแหน่งผู้นำฝ่ายบริหาร ไม่มีความซื่อสัตย์สุจริตเป็นที่ประจักษ์ มีพฤติการณ์เอาเปรียบประชาชน เอาเปรียบสังคม เห็นแก่ผลประโยชน์ของตนเองและครอบครัวอยู่เหนือผลประโยชน์ของส่วนรวม ไม่เคารพกฎหมาย ซ้ำร้ายยังเลือกใช้กฎหมายไปเล่นงานคู่ขัดแย้งทางการเมือง แต่กลับจงใจหลีกเลี่ยงไม่ตรวจสอบความผิดของตนเองและครอบครัว
ธีรัจชัย กล่าวว่า ในบัญชีทรัพย์สินของ นายกรัฐมนตรี แพทองธาร ชินวัตร ระบุว่าถือหุ้นใหญ่ในบริษัท หากพูดให้ชาวบ้านเข้าใจง่ายๆ ก็คือ นายกรัฐมนตรีเป็นเจ้าของโรงแรมนี้ และไม่เพียงแต่เป็นเจ้าของ แต่ยังเป็นกรรมการบริษัท ตั้งแต่ปี 2556 จนกระทั่งต้องลาออกจากตำแหน่งกรรมการเพื่อมาเป็นนายกรัฐมนตรี
โดยที่ดินโรงแรมนี้ แบ่งออกเป็น 4 แปลง มีโฉนดทุกแปลง อยู่ใน ต.หมูสี อ.ปากช่อง จ.นครราชสีมา
"แค่ที่ดินมีโฉนด มันก็ไม่ได้หมายความว่าจะถูกกฎหมายเสมอนะครับท่านประธาน ดูที่ดินเขากระโดงสิครับ มีโฉนดก็จริง แต่ทำไมถึงยังมีการตรวจสอบความไม่ชอบด้วยกฎหมายอยู่ถึงทุกวันนี้ โฉนดที่ดินจะถูกกฎหมายก็ต่อเมื่อมันออกโดยชอบด้วยกฎหมาย ถ้าออกโฉนดโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย เช่นไปออกโฉนดในพื้นที่ที่มันห้ามออกโฉนดสุดท้ายอาจโดนเพิกถอนการออกโฉนดในภายหลังได้ เพราะการออกโฉนดนั้นทำผิดกฎหมายมาตั้งแต่ต้น แบบนี้มีตัวอย่างให้เห็นมากมาย
ดังนั้น สิ่งที่ต้องตรวจสอบต่อก็คือ โรงแรมแห่งนี้ สามารถออกโฉนดได้โดยชอบรึเปล่า หรือมีกฎหมายห้ามออกเอกสารสิทธิ์หรือไม่ เรามาดูกันต่อครับ"
ธีรัจชัยกล่าวต่อว่าสิ่งที่ต้องย้อนไปดูอันดับแรก ก็คือที่ดินที่เป็นที่ตั้งของโรงแรมหรูของนายกแพทองธารแต่เดิมมันเป็นที่ดินอะไร พอตรวจสอบย้อนหลังแล้ว จึงพบว่า ที่ดินตรงนี้เป็นที่ดินของ 'นิคมสร้างตนเองลำตะคอง' โดยนิคมสร้างตนเอง คือโครงการที่รัฐบาลสมัยก่อนจัดสรรพื้นที่ให้ประชาชนเข้าไปอยู่อาศัยและทำกินสำหรับกรณีนิคมสร้างตนเองลำตะคองมีที่มาจากการที่รัฐบาลจะสร้างเขื่อนลำตะคอง จึงอพยพชาวบ้านมายังนิคมแห่งนี้ เมื่อปี 2513 โดยให้ที่ดินชาวบ้านทำกินกันคนละไม่เกิน 50 ไร่
โดยพระราชบัญญัติจัดที่ดินเพื่อการครองชีพ พ.ศ. 2511 บัญญัติว่าถ้าสมาชิกนิคมที่ได้สิทธิถือครองที่ดิน ถือครองทำกินในที่ดินอยู่ครบ 5 ปี จะสามารถออกเอกสารสิทธิที่เรียกว่า "หนังสืออนุญาตให้เข้าทำประโยชน์ในเขตนิคมสร้างตนเอง" หรือ น.ค.3 แล้วถ้าปฏิบัติตามเงื่อนไขอื่นที่กฎหมายกำหนดครบถ้วน ก็สามารถ เอา น.ค.3 ไปเปลี่ยนเป็น นส.3 หรือโฉนดที่ดินได้ต่อไป แต่หลักการนี้มีข้อยกเว้นตามกฎหมาย
หลังจากนั้นธีรัจชัยแสดงแผนที่ของกรมพัฒนาที่ดิน ที่จัดทำโดย GISTDA หรือสำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ(องค์การมหาชน) ซึ่งเป็นแผนที่นี้จัดทำขึ้นมาเพื่อตรวจสอบการบุกรุกป่าบริเวณเขาใหญ่ในปี 2558 โดยกรอบสีแดงคือเขตพื้นที่นิคมสร้างตนเองลำตะคองคือที่ดินที่อยู่ในเขตนิคมสร้างตนเองลำตะคอง แต่ถ้าในพื้นที่นั้นมีพื้นที่สีขาวอยู่ด้วย คือพื้นที่ที่ถูกกันไว้เป็นพื้นที่ต้นน้ำลำธาร หรือเรียกภาษาอังกฤษว่า Watershed Area ซึ่งมีมติ คณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 25 พฤษภาคม 2514 ให้สงวนหวงห้ามไว้ ไม่ให้มีการเข้าไปทำประโยชน์และไม่ให้ออกเอกสารสิทธิใดๆ
"...ผมนำเลขที่โฉนดแปลงนี้ ต.หมูสี อ.ปากช่อง ใส่ลงไปในระบบแลนด์แมพของกรมที่ดิน ซึ่งเป็นเว็บไซต์ที่ประชาชนคนไหนๆ ก็สามารถเข้าถึงได้ เมื่อได้พิกัดมาแล้ว เราก็เอาพิกัดนั้นไปเทียบกับแผนที่อิเล็กโทรนิกส์ของกรมพัฒนาที่ดิน ซึ่งเป็นเอกสารราชการที่น่าเชื่อถือ โดยใช้ระบบ GIS ระบบคอมพิวเตอร์มีความแม่นยำสูง ก็จะเห็นว่าที่ดินแปลงนี้ที่เป็นที่ตั้งของโรงแรมหรูของท่านนายกแพทองธาร ตั้งอยู่ในพื้นที่ต้นน้ำลำธาร ซึ่งตามกฎหมายแล้วเข้าใช้ประโยชน์ไม่ได้ และออกโฉนดไม่ได้ครับ
ย้ำชัดๆ อีกทีนะครับท่านประธาน จะได้เข้าใจตรงกันที่ดินในนิคมสร้างตนเองลำตะคอง ออกโฉนดได้ครับเว้นแต่มันจะเป็นพื้นที่ต้นน้ำลำธารตรงไอ้ก้อนขาวๆ ทั้งสามก้อนเนี่ย เขาห้ามเข้าไปครอบครองทำประโยชน์ เมื่อห้ามใครเข้าไปทำประโยชน์แล้ว มันก็ออก น.ค. 3 ไม่ได้ เมื่อออก น.ค. 3 ไม่ได้ ใครก็ออก นส. 3 หรือโฉนดที่ดิน ไม่ได้เช่นกันครับ
สิ่งที่ต้องมาดูต่อไปคือ โรงแรมของท่านนายกแพทองธาร อยู่ตรงไหนครับ เรามาดูกัน ผมขอซูมให้ดูชัดๆ นะครับ ที่ดินแปลงหมายเลข 4 ในแผนที่นั้น คือที่ดินของโรงแรมของท่านนายกแพทองธารครับท่านประธาน
แล้วท่านประธานเห็นไหมครับว่าที่ดินโรงแรมของนายกแพทองธารนั้น มันอยู่ในก้อนขาวๆ ที่เป็นพื้นที่ต้นน้ำลำธาร ไม่ควรจะมีใครเข้าไปทำประโยชน์ได้ และไม่ควรจะมีใครสามารถนำที่ดินตรงนั้นไปออก นส.3 หรือโฉนดได้ครับท่านประธาน แล้วไอ้โฉนดที่ดินทั้งสี่แปลง มันออกมาได้ยังไงครับ…"
ธีรัจชัย อธิบายเพิ่มเติมว่าในสมัยก่อน เทคโนโลยีระบบแผนที่ต่างๆ ของประเทศไทยยังไม่ค่อยดี เวลาออก นค.3 ให้ชาวบ้านในนิคมสร้างตนเอง ก็ออกโดยกรมประชาสงเคราะห์ หรือปัจจุบันก็เปลี่ยนมาเป็นกรมพัฒนาสังคมและสวัสดิการ ในกระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงมนุษย์ ก็ไม่ได้มีเทคโนโลยีดีๆ ไม่ได้มีการรังวัดอะไรเป็นกิจจะลักษณะเหมือนปัจจุบัน เจ้าหน้าที่แยกไม่ค่อยออกว่าชาวบ้านอยู่ที่ไหนอย่างไรกันแน่ ชาวบ้านเข้าไปอยู่ในพื้นที่สงวนหวงห้ามหรือเปล่าก็ตรวจสอบกันลำบาก ส่วนใหญ่เจ้าหน้าที่รู้แค่ว่าชาวบ้านมีตัวตนอยู่จริงก็ออกเอกสารให้ได้แล้ว
จนกระทั่งหลังจากสงครามเวียดนามผ่านไป ประเทศไทยเราก็ได้อานิสงส์จากการที่สหรัฐอเมริกา เอาเครื่องบินมาบินถ่ายภาพทางอากาศแถวนี้บ่อยๆ เราจึงมีภาพถ่ายทางอากาศที่ทันสมัยเอามาใช้กับงานแผนที่ได้ ก็เลยเริ่มรู้ชัดเจนขึ้นว่าที่ดินตรงไหนมันออกเอกสารสิทธิถูกต้องหรือคลาดเคลื่อนบ้าง แต่การจะไปตรวจสอบเอกสารสิทธิที่เคยออกทั้งหมดก็ทำไม่ได้ง่ายๆ เช่นกัน เลยต้องใช้วิธีว่าต่อจากนี้ถ้าใครจะขอออกโฉนดที่ดิน พนักงานที่ดินที่ออกไปรังวัดพื้นที่ต้องตรวจสอบให้ชัดเจนว่าไปทับป่า ทับพื้นที่หวงห้าม ทับพื้นที่ต้นน้ำลำธารบ้างหรือไม่
หลังจากนั้นธีรัจชัยเปิดเผยหนังสือของกรมที่ดิน เมื่อปี 2523 ออกเวียนให้ผู้ว่าราชการจังหวัดต่างๆ กำชับให้เจ้าหน้าที่เขียนรายงานการรังวัดให้ครบถ้วนนับแต่บัดนั้น ถ้ากระบวนการออกโฉนดที่ดินเป็นไปตามกระบวนการปกติและถ้าเจ้าหน้าที่ดำเนินการโดยสุจริต ยากที่จะออกโฉนดที่ดินคลาดเคลื่อนผิดกฎหมายได้ แต่ถ้ายังมีการออกโฉนดที่ดินไปทับป่า ทับพื้นที่หวงห้าม ทับพื้นที่ต้นน้ำลำธาร เป็นต้น ก็สามารถสันนิษฐานได้เบื้องต้นว่า กระบวนการการออกโฉนดที่ดินนั้นน่าจะมิชอบด้วยกฎหมาย
ยิ่งเดี๋ยวนี้ ความผิดพลาดเกิดขึ้นได้ยากมาก เพราะเรามีระบบคอมพิวเตอร์ พอขอรังวัดปุ๊บ เอาแปลงที่ดินเข้าระบบ ก็เจอเลยว่าที่ดินแปลงนี้ขอออกโฉนดได้ไหม ทับที่ป่า ทับที่ สปก. หรือทับที่หวงห้าม เป็นพื้นที่ต้นน้ำลำธารหรือเปล่า
"...คิดดูครับท่านประธาน ว่าขนาดท่านอนุทินเนี่ย เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย มีอำนาจเหนือกรมที่ดิน แต่ที่ดินบางแปลงของสนามกอล์ฟ ยังเป็น นส.3ก อยู่เลยครับท่านประธาน ครอบครัวท่านอนุทินยังไม่ได้นำไปรังวัดปักหมุดออกโฉนดเลย เพราะมันอาจจะเสี่ยงครับท่านประธาน คือเวลาไปออก นส.3ก ถึงมันจะมีภาพถ่ายทางอากาศ แต่ก็ไม่มีการปักหมุดหรือหลักเขตและไม่ได้ตรวจสอบอย่างละเอียดเหมือนกับโฉนด ไม่ต้องมีเจ้าพนักงานที่ดินกับเจ้าหน้าที่กรมพัฒนาที่ดินมาตรวจจำแนกก่อนว่าไปทับที่ดินหวงห้ามต่างๆ หรือไม่
ท่านประธานลองดูแผนที่ตรงสนามกอล์ฟครับ ไม่ไกลจากโรงแรม จะเห็นว่าที่ดินสนามกอล์ฟดังกล่าว อาจเข้าไปทับกับพื้นที่ สปก. ตามที่ลูกน้องของนักการเมืองหนึ่งเปิดประเด็นจริงก็ได้ ดังนั้น หากวันดีคืนดี มีการนำ นส. 3 ก. ของสนามกอล์ฟไปขอออกโฉนด แล้วคอมพิวเตอร์มันไปตรวจเจอว่ามีส่วนหนึ่งส่วนใดของสนามกอล์ฟไปทับกับพื้นที่ สปก. เดี๋ยวมันจะยุ่งครับท่านประธาน…"
หลังจากนั้นธีรัจชัยอภิปรายกลับมาที่โรงแรมของนายกรัฐมนตรี โดยกล่าวว่าประเด็นนี้ก็คล้ายๆ กับสนามกอล์ฟ คือตอนแรกยังไม่ได้เป็นโฉนด แต่มีการเอาที่ดินตรงนั้นไปออก นส.3ก ก่อน เพราะมันแค่รังวัดด้วยการเดินชี้ ไม่ต้องรังวัดโดยละเอียด คงไม่มีใครไปตรวจสอบว่ามันไปทับกับพื้นที่หวงห้ามอะไรบ้างรึเปล่า และจากหลักฐานพบว่า ปี 2537 บุคคลในครอบครัวของนนายกแพทองธาร ได้ไปซื้อที่ดินแปลงนี้มา โดยในขณะนั้นเป็น นส.3ก เลขที่ 2583 เนื้อที่ 33 ไร่ 2 งาน 20 ตารางวา
"...แต่ที่เทมส์ วัลลีย์ของ ท่านแพทองธาร สุดยอดกว่า สนามกอล์ฟ ก็คือ หลังจากครอบครัวของท่านนายกไปซื้อ นส.3 ก. มาได้เพียง 2 ปี ในปี 2539 ก็เอาที่ดินในนิคมสร้างตนเองแปลงนี้ ไปออกเป็นโฉนด แล้วต่อมา ปี 2555 ก็เอาโฉนดแปลงนี้ ไปแบ่งเป็น 4 แปลง ตามที่ผมได้อภิปรายไว้แต่แรกครับ
อย่างที่พูดไปครับท่านประธาน ว่าที่ดินแปลงนี้มันไม่ควรออกโฉนดได้แน่นอน เพราะพอรังวัดปุ๊บ ต้องเจอปั๊บ ว่าไปอยู่ในพื้นที่ต้นน้ำลำธารของนิคมสร้างตนเองลำตะคอง เป็นเขตหวงห้าม ครอบครองเข้าทำประโยชน์ไม่ได้ และออกโฉนดไม่ได้
ยิ่งปี 2555 ที่ไปแบ่งโฉนดเป็น 4 แปลงเนี่ย ยิ่งไม่ควรจะออกโฉนดได้ เพราะตอนนั้นเรามีระบบเทคโนโลยีดีขึ้นเยอะแล้วครับ มีคอมพิวเตอร์ กรอกเลขปุ๊บ โชว์แผนที่ขึ้นมา เจอปั๊บว่าออกโฉนดได้หรือไม่ เป็นที่ดินที่ไปทับพื้นที่ต้นน้ำลำธารหรือไม่
คำถามคือ แล้วทำไมมันออกโฉนดได้ถึง 2 ครั้ง
คือถ้าเป็นตาสี ตาสา ยายมี ยายมา ไปขอออกโฉนดแบบซื่อๆ ในพื้นที่แบบนี้เนี่ยนะครับท่านประธาน ผมมั่นใจว่า เจ้าหน้าที่กรมที่ดิน เขาไม่ออกโฉนดให้แน่นอนครับ มิหนำซ้ำ พอเจ้าหน้าที่ทราบว่า อ้าวที่ดินมันเป็นพื้นที่ต้นน้ำลำธารนี่นา เขาอาจจะส่งเรื่องไปเพิกถอน นส.3 หรือโฉนดที่ได้มาอีกด้วย
การที่จะทำอย่าง โรงเแรมหรู ได้ มันไม่ง่ายหรอกครับ ถ้าไม่มีอำนาจรัฐ อำนาจทางการเมือง หรืออำนาจอื่นใดมาเกี่ยวข้อง แล้วมันก็ช่างบังเอิญจริงๆ ครับ ที่ในช่วงที่มีการออกโฉนดตรงโรงแรมครั้งแรกนั้น เรามีรองนายกรัฐมนตรีท่านหนึ่ง นามสกุลชินวัตรเหมือนท่านนายกแพทองธารพอดี ชายคนนั้นเป็นรองนายกต่อเนื่องกันตั้งแต่รัฐบาลนายกบรรหาร ศิลปอาชา จนถึงรัฐบาลนายก พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ แล้วมันก็ช่างบังเอิญอีกครับ ที่ตอนเอาโฉนดไปแบ่งเป็น 4 โฉนดในปี 2555 ก็เป็นเวลาที่ประเทศของเรามีนายกรัฐมนตรีที่นามสกุลชินวัตร เหมือนกับนายกแพทองธารพอดี…"
นอกจากนั้น นิคมสร้างตนเองลำตะคอง ที่โรงแรมตั้งอยู่ ยังไม่มีประกาศยกเลิกเขตนิคมสร้างตนเอง นั่นหมายความว่า ยังอยู่ภายใต้พระราชบัญญัติจัดที่ดินเพื่อการครองชีพ พ.ศ. 2511 ที่กำหนดให้ใช้ประโยชน์ที่ดินได้ เฉพาะการอยู่อาศัยและการทำเกษตรกรรม เท่านั้น หมายความว่าต่อให้จะออก นส.3 หรือออกโฉนดไปแล้ว ถ้าต้องการจะเอาที่ดินไปทำอย่างอื่นนอกจากการเกษตรหรืออยู่อาศัย เช่น จะไปทำสนามกอล์ฟ หรือโรงแรม เจ้าของที่ดินต้องได้รับอนุญาตจากอธิบดีกรมพัฒนาสังคมเสียก่อน
เรื่องนี้มีทั้งระเบียบ และความเห็นของคณะกรรมการกฤษฎีกาชัดเจน (เรื่องเสร็จที่ 386/2535) ว่าต้องได้รับอนุญาตเป็นกรณีๆ ไป ถึงจะทำโรงแรม สนามกอล์ฟ หรืออย่างอื่นนอกจากการเกษตรหรืออยู่อาศัยได้ และในปี 2558 เมื่อครั้งรัฐบาล คสช. ไปตรวจโครงการโรงแรมรีสอร์ทสนามกอล์ฟต่างๆ ในพื้นที่นิคมสร้างตนเองลำตะคองตามนโยบายทวงคืนผืนป่า เจ้าหน้าที่ก็พบว่า นอกจากจะไปออกโฉนดทับพื้นที่ต้นน้ำลำธารแล้ว โรงแรมของนายกรัฐมนตรี ยังไม่เคยได้รับอนุญาตให้ทำกิจการโรงแรมจากอธิบดีกรมพัฒนาสังคมอีกด้วย
สุดท้าย ธีรัจชัยกล่าวสรุปการอภิปรายไม่ไว้วางใจว่า
"...ท่านนายกแพทองธาร ทำธุรกิจไม่ชอบด้วยกฎหมาย ไปเอาพื้นที่ต้นน้ำลำธารในป่าเขาใหญ่ ในนิคมสร้างตนเอง มีการออกโฉนดเป็นของครอบครัวตนเอง แล้วยังเอาไปทำธุรกิจโรงแรมโดยไม่ได้รับอนุญาตอีก
ผมขอเรียนท่านประธาน ผ่านไปยังท่านนายกรัฐมนตรีว่า เรื่องในลักษณะคล้ายๆ กันนี้ คือกรณีการออกโฉนดในพื้นที่ต้นน้ำลำธาร ป.ป.ช. เพิ่งมีมติชี้มูลความผิดเจ้าหน้าที่กรมที่ดินไป เมื่อวันที่ 2 พฤษภาคม 2567 เมื่อกลางปีที่แล้วนี่เอง เป็นลักษณะเดียวกับที่ดิน โรงแรมของท่านนายกแพทองธาร ตั้งอยู่ใกล้ๆ กันนี่เอง แล้วที่ดินแปลงนี้ แล้วท่านนายกแพทองธารจะรอดไปได้อย่างไรครับ
ท่านประธานครับ เพื่อนสมาชิกสภาผู้ทรงเกียรติครับ พี่น้องประชาชนที่ติดตามฟังอยู่ทางบ้านครับ วันนี้ผมได้นำข้อมูลความผิดของแพทองธาร ตระกูลชินวัตร มาอภิปรายในสภาแห่งนี้ ว่าเธอนั้นไม่มีความซื่อสัตย์สุจริตเป็นที่ประจักษ์ มีพฤติการณ์เอาเปรียบประชาชน เอาเปรียบสังคม เห็นแก่ผลประโยชน์ของตนเองและครอบครัวอยู่เหนือผลประโยชน์ของส่วนรวม อย่างไร
แต่สิ่งที่ยิ่งน่ารังเกียจ นี่ไม่ใช่แค่เรื่องของการไม่เคารพกฎหมาย แต่ยังเป็นการจงใจละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ ใช้อำนาจบริหารราชการแผ่นดินโดยมิชอบ ท่านประธานคิดว่าการที่สนามกอล์ฟ ของครอบครัวท่านอนุทินถูกตรวจสอบ มันเป็นเรื่องบังเอิญเหรอครับ ขนาดท่านอนุทินยังไม่เชื่อเลย บอกว่ามันมีใบสั่งทางการเมืองห้าร้อยล้านเปอร์เซ็นต์
แล้วใครครับ ที่จะออกใบสั่งเพื่อเล่นงานคนระดับท่านอนุทินได้ เป็นทั้งรองนายกรัฐมนตรี เป็นทั้งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ก็มีแต่ท่านนายก หรือไม่ก็คนในครอบครัวของท่านเท่านั้นแหละ ที่มีอำนาจบารมีพอที่จะทำได้ ในเมื่อท่านนายกเห็นว่าที่ดินสนามกอล์ฟ อาจมีปัญหา ท่านนายกลืมไปแล้วเหรอครับว่า ที่ดินของตนเองและครอบครัวที่เขาใหญ่ มันน่าจะมีปัญหาหนักกว่าของครอบครัวท่านอนุทินเสียอีก เพราะสนามกอล์ฟ เป็นแค่ นส.3ก. อาจจะทับพื้นที่ สปก. แต่กรณีโรงแรมที่เขาใหญ่นั้น เป็นการโฉนดทับพื้นที่ต้นน้ำลำธาร และยังทำธุรกิจโรงแรมโดยไม่ได้รับอนุญาตเสียด้วย
ท่านประธานคิดว่า คนอย่าง แพทองธาร ชินวัตร ไม่รู้เรื่องรู้ราวจริงๆ หรือครับ ท่านนายกรู้แน่ๆ แต่ท่านนายกจงใจที่จะละเลยไม่ตรวจสอบการกระทำผิดของตนเองและครอบครัว
คนอย่างแพทองธาร ชินวัตร ไม่ใช่แค่ไม่เคารพกฎหมายบ้านเมือง แต่ยังทำให้กฎหมายกลายเป็นแค่เครื่องมือทางการเมืองของตนเองและครอบครัว เจตนาใช้กฎหมายอย่างฉ้อฉล นำไปใช้เล่นงานคู่ขัดแย้งทางการเมืองของตนเองเท่านั้น แต่ปกปิดอำพราง ไม่เคยคิดที่จะตรวจสอบการกระทำผิดของตนเองและครอบครัวคนที่มีพฤติกรรม พฤติการณ์เช่นนี้ จะปล่อยให้เป็นนายกรัฐมนตรีต่อไปอีกไม่ได้แม้แต่วันเดียว
เมื่อสภาแห่งนี้ทราบเรื่องราวทั้งหมดแล้ว ผมก็ขอให้พวกเราร่วมกัน ใช้อำนาจที่ได้รับมาจากประชาชน ลงมติไม่ไว้วางใจ ไม่ให้นางสาวแพทองธาร ชินวัตร ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี อีกต่อไป…"
Advertisement