ไดโดมอน (Daidomon) ร้านอาหารปิ้งย่างสัญชาติเกาหลีที่คุ้นเคยกันดีในหมู่คนไทย กำลังจะปิดตำนาน 41 ปีลงอย่างเป็นทางการ ด้วยการปิดให้บริการสาขาสุดท้ายที่ฟิวเจอร์พาร์ค รังสิต ในวันที่ 5 สิงหาคม 2567 การปิดตัวครั้งนี้ถือเป็นการสิ้นสุดยุคสมัยของร้านอาหารเกาหลีที่เคยครองใจนักชิมชาวไทยมายาวนาน
ไดโดมอน (Daidomon) ร้านปิ้งย่างเกาหลีชื่อดังที่อยู่คู่คนไทยมายาวนานกว่า 41 ปี ได้ประกาศยุติการให้บริการสาขาฟิวเจอร์พาร์ค รังสิต นับเป็นการปิดตำนานร้านอาหารเกาหลีที่ครองใจนักชิมชาวไทยมาอย่างยาวนาน
การปิดตัวของไดโดมอน ถือเป็นอีกหนึ่งสัญญาณของความท้าทายในธุรกิจร้านอาหาร ซึ่งต้องเผชิญกับปัจจัยลบรอบด้าน ทั้งการแข่งขันที่รุนแรง ต้นทุนวัตถุดิบและค่าแรงที่เพิ่มสูงขึ้น รวมถึงพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงไป โดยก่อนหน้านี้ ไดโดมอนได้ทยอยปิดสาขาอื่น ๆ ไปแล้วหลายแห่ง เหลือเพียงสาขาฟิวเจอร์พาร์ค รังสิต เป็นแห่งสุดท้ายที่ยังเปิดให้บริการ และกำลังจะปิดตัว ในวันที่ 5 สิงหาคม 2567 นี้
ร้านอาหารไดโดมอนเปิดตัวครั้งแรกในเดือนพฤศจิกายน พ.ศ. 2526 โดยมีกลุ่มฟูคูด้าเป็นผู้ถือหุ้นหลัก ในช่วงแรก ไดโดมอนบริหารงานในรูปแบบหลายบริษัท เพื่อดูแลสาขาต่างๆ เช่น บริษัท ยากินิกุ ไดโดมอน จำกัด ซึ่งดูแลสาขาสยามสแควร์ และบริษัท เอกมัย ไดโดมอน จำกัด ซึ่งดูแลสาขาเอกมัยและเดอะมอลล์งามวงวาน ต่อมาในเดือนตุลาคม พ.ศ. 2533 ได้มีการจัดตั้งบริษัท ไดโดมอน กรุ๊ป จำกัด ขึ้นเพื่อดำเนินธุรกิจร้านอาหารประเภทบาร์บีคิวภายใต้ชื่อทางการค้า "ไดโดมอน" โดยมีทุนจดทะเบียนเริ่มต้น 3 ล้านบาท และได้มีการเปิดรับผู้ร่วมทุนรายใหม่เข้ามาเสริมความแข็งแกร่ง
ในวันที่ 27 เมษายน พ.ศ. 2544 บริษัท ไดโดมอน กรุ๊ป จำกัด ได้จดทะเบียนแปรสภาพเป็นบริษัทมหาชนภายใต้ชื่อ บริษัท ไดโดมอน กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) โดยมีกลุ่ม "พัฒนพิบูล-เอ็มเค-ไมเนอร์ฟู้ด" เข้าร่วมทุน ซึ่งทำให้บริษัทมีทุนจดทะเบียนเพิ่มขึ้นเป็น 260 ล้านบาท และมีทุนเรียกชำระแล้ว 239.88 ล้านบาท ในขณะนั้น ไดโดมอน กรุ๊ป มีสาขาที่เปิดดำเนินการรวมทั้งสิ้น 67 สาขา และในปี พ.ศ. 2546 รายได้ของไดโดมอนมาจาก 4 ประเภทหลัก ได้แก่ อาหารประเภทบาร์บีคิวบุฟเฟ่ต์ (60.28%), อาหารญี่ปุ่นและบาร์บีคิวแบบสั่งเป็นชุดและอาหารจานเดียว (20.72%), ของหวานและเครื่องดื่ม (18.39%) และซอสปรุงรส (0.28%)
อย่างไรก็ตาม ในช่วงปี พ.ศ. 2552-2554 ไดโดมอนประสบภาวะขาดทุนอย่างมีนัยสำคัญถึง 1,556 ล้านบาท เนื่องจากผลกระทบจากวิกฤตเศรษฐกิจในปี พ.ศ. 2551 ซึ่งส่งผลให้บริษัทต้องทยอยปิดสาขาต่างๆ ลง ต่อมาในวันที่ 15 ธันวาคม พ.ศ. 2554 บริษัท ฮอท พอท จำกัด (มหาชน) ได้เข้าซื้อกิจการร้านไดโดมอนจำนวน 20 สาขา และได้ดำเนินการปรับปรุงสาขาเดิม โดยสาขาแรกภายใต้การบริหารของฮอทพอทได้เปิดตัวที่โลตัสท่ายาง จังหวัดเพชรบุรี ในวันที่ 21 ธันวาคม พ.ศ. 2554 หลังจากที่บริษัท ฮอท พอท จำกัด (มหาชน) ได้เข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ MAI ทั้งสองแบรนด์ร้านอาหาร HOTPOT และ DAIDOMON มีสาขารวมกันมากกว่า 130 สาขาทั่วประเทศ
แม้ทางร้านไม่ได้ให้รายละเอียดเกี่ยวกับสาเหตุของการปิดตัวในครั้งนี้ แต่จากสถานการณ์ของธุรกิจร้านอาหารในปัจจุบัน คาดว่าน่าจะได้รับผลกระทบจากปัจจัยต่าง ๆ โดยหากย้อนกลับไปในปี 2559 บริษัทได้เผชิญหน้ากับการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญในโครงสร้างการถือหุ้น เมื่อนายอภิชัย เตชะอุบล ได้เข้ามาเป็นผู้ถือหุ้นรายใหญ่ ด้วยจำนวนหุ้น 65,900,000 หุ้น ซึ่งคิดเป็นสัดส่วน 16.23% ของทั้งหมด ในเวลาเดียวกัน บริษัท เจซีเค อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (มหาชน) หรือชื่อเดิม บริษัท ไทยพัฒนาโรงงานอุตสาหกรรม จำกัด (มหาชน) ก็ได้เข้ามาถือหุ้นจำนวน 9,100,000 หุ้น หรือคิดเป็น 2.24% และต่อมาในปี พ.ศ. 2561 บริษัท เจซีเค ฮอสพิทอลลิตี้ จำกัด (มหาชน) หรือ JCKH ซึ่งอยู่ภายใต้การบริหารของตระกูล "เตชะอุบล" ได้ประกาศปรับโครงสร้างธุรกิจครั้งใหญ่เพื่อแก้ไขปัญหาขาดทุนสะสม อย่างไรก็ตาม บริษัทต้องเผชิญกับความท้าทายครั้งสำคัญจากวิกฤตการณ์การแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19
เพื่อรับมือกับสถานการณ์และตอบสนองต่อพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงไป JCKH ได้วางแผนปรับปรุงสาขาเดิมและเปิดสาขาใหม่ของร้านอาหารปิ้งย่าง "ไดโดมอน" รวม 15 สาขาภายในปี พ.ศ. 2565 ปัจจุบัน ร้านไดโดมอนมี 5 สาขาที่เปิดให้บริการ ได้แก่ สาขาเซ็นทรัลพลาซา เชียงใหม่ แอร์พอร์ต, สาขาเดอะมอลล์ บางกะปิ, สาขาฟิวเจอร์พาร์ค รังสิต, สาขาอยุธยาซิตี้พาร์ค และสาขาเมกาบางนา โดยทาง JCKH บริหารร้านอาหารทั้งสิ้น 80 สาขา ครอบคลุม 3 แบรนด์หลัก ได้แก่ "ฮอท พอท", "ไดโดมอน" และ "เจิ้ง โต่ว" โดยหลังจากสถานการณ์โควิด-19 เริ่มคลี่คลาย แนวโน้มยอดขายก็เริ่มปรับตัวดีขึ้น แม้บริษัทยังคงเผชิญกับผลขาดทุนจากการดำเนินงาน และเพื่อรับมือกับสถานการณ์ดังกล่าว
บริษัทได้จึงมุ่งเน้นการขยายสาขาที่มีศักยภาพ โดยปรับเปลี่ยนบางสาขาให้เป็นแบรนด์ DAIDOMON พร้อมปรับภาพลักษณ์ร้านใหม่ให้เป็นสไตล์เกาหลีที่ทันสมัย เพื่อเจาะกลุ่มลูกค้าวัยรุ่นที่ชื่นชอบบรรยากาศสนุกสนานในการรับประทานปิ้งย่าง ควบคู่ไปกับรสชาติอาหารที่อร่อย โดยให้ความสำคัญกับการคัดสรรวัตถุดิบคุณภาพและการบริการที่มีมาตรฐาน ซึ่งสาขาฟิวเจอร์พาร์ครังสิต ถือเป็นสาขาแรกที่ได้รับการปรับโฉมตามนโยบายใหม่นี้
อย่างไรก็ตาม นับตั้งแต่กลางปี 2566 เป็นต้นมา ร้านอาหารไดโดมอนได้ทยอยปิดตัวลงหลายสาขา ได้แก่ เซ็นทรัลเชียงใหม่แอร์พอร์ต, เมกาบางนา, อยุธยาซิตี้พาร์ค, เดอะมอลล์บางกะปิ, เซ็นทรัลอุบล และล่าสุด สาขาฟิวเจอร์พาร์ครังสิต ซึ่งถือเป็นสาขาสุดท้าย นับเป็นการปิดตำนาน 41 ปี ของบุฟเฟต์ปิ้งย่างสไตล์เกาหลีแห่งแรกในประเทศไทย
เช่นเดียวกับร้านฮอทพอตบุฟเฟต์ ซึ่งเป็นแบรนด์ในเครือเดียวกัน ก็ได้ปิดสาขาซีคอนบางแค และสาขาเซ็นทรัล อุบลราชธานี ไปก่อนหน้านี้ ปัจจุบันเหลือเพียงสาขา ฟิวเจอร์พาร์ครังสิต เท่านั้น และล่าสุดทาง เพจ FB DAIDOMON ออกมาประกาศว่าร้านสาขาสุดท้ายที่ ฟิวเจอร์พาร์ครังสิต จะเปิดให้บริการวันสุดท้ายวันที่ 5 ส.ค. 67 นี้ โดยทางร้านได้ขอบคุณสำหรับการสนับสนุนที่ผ่านมา แล้วยังบอกว่าไว้พบกันใหม่โอกาสหน้า
การปิดตัวของ "ไดโดมอน" ร้านบุฟเฟต์ปิ้งย่างเกาหลีเจ้าแรกในไทย ถือเป็นสัญญาณเตือนที่ชัดเจนถึงความท้าทายและการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในธุรกิจร้านอาหารประเภทนี้ แม้ว่าธุรกิจบุฟเฟต์ปิ้งย่างจะยังคงได้รับความนิยมในหมู่คนไทย แต่การจะอยู่รอดและเติบโตได้ในระยะยาวนั้น ผู้ประกอบการต้องปรับตัวและรับมือกับความท้าทายต่างๆ อย่างรอบด้าน ซึ่งมีปัจจัยหลายประการที่ควรพิจารณา อาทิ
ธุรกิจร้านบุฟเฟต์ปิ้งย่างในไทยยังมีโอกาสเติบโตได้ แต่ผู้ประกอบการต้องปรับตัวให้ทันกับการเปลี่ยนแปลงและความท้าทายต่างๆ โดยเน้นการสร้างความแตกต่าง คุณภาพ ความคุ้มค่า และประสบการณ์ที่ดีให้กับลูกค้า เพื่อสร้างความได้เปรียบในการแข่งขันและเติบโตอย่างยั่งยืนในระยะยาว การปิดตัวของไดโดมอนถือเป็นบทเรียนสำคัญที่เตือนใจว่า แม้แต่แบรนด์ที่แข็งแกร่งและมีประวัติศาสตร์ยาวนานก็ไม่อาจอยู่รอดได้ หากไม่สามารถปรับตัวให้ทันกับยุคสมัยที่เปลี่ยนแปลงไป
สุดท้ายนี้การปิดตัวของไดโดมอนเป็นเครื่องเตือนใจว่าธุรกิจร้านอาหารมีความเสี่ยงและท้าทายสูง การปรับตัวและพัฒนาอย่างต่อเนื่องเป็นสิ่งจำเป็นเพื่อความอยู่รอดในตลาดที่มีการแข่งขันสูง การวิเคราะห์ปัจจัยต่างๆ ที่นำไปสู่การปิดตัวของไดโดมอนสามารถเป็นบทเรียนสำคัญสำหรับผู้ประกอบการรายอื่นๆ ในอุตสาหกรรมนี้
นี้ถือเป็นการสิ้นสุดยุคสมัยของร้านอาหารเกาหลีที่เคยเป็นที่นิยมอย่างมากในประเทศไทย แม้ว่าจะน่าเสียดายที่ร้านอาหารที่เคยเป็นที่รักของหลายๆ คนต้องปิดตัวลง แต่ก็ต้องยอมรับว่าวงการธุรกิจร้านอาหารมีการแข่งขันสูงและมีการเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ อย่างไรก็ตาม ความทรงจำและรสชาติของไดโดมอนจะยังคงอยู่ในใจของผู้ที่เคยลิ้มลองและเป็นส่วนหนึ่งของประวัติศาสตร์อาหารในประเทศไทย
อ้างอิงจาก FB Daidomon