หลายครั้งที่เกิดเหตุการณ์ "แผ่นดินไหว" ที่ประเทศเพื่อนบ้าน ส่งผลทำให้อาคารหรือตึกสูงหลายแห่ง ในกรุงเทพฯ ได้รับผลกระทบจากแรงสั่นสะเทือน มากน้อยขึ้นอยู่กับระดับความรุนแรงและระดับความลึก ในเรื่องนี้ รองศาสตราจารย์ ดร.สุทธิศักดิ์ ศรลัมพ์ ภาควิชาวิศวกรรมโยธา คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เผยว่า เหตุการณ์ภัยธรรมชาติเเผ่นดินไหว เกิดจากการขยับตัวของเเผ่นเปลือกโลก ทำให้เกิดการสั่นสะเทือนในชั้นหิน
คลื่นสั่นสะเทือนจะเคลื่อนที่เร็วในชั้นหินเเละลดความสั่นสะเทือนลงเมื่อระยะการเคลื่อนที่ไกลขึ้น (รูปที่ 1) เมื่อคลื่นเข้าสู่เเอ่งตะกอนของกรุงเทพฯ ที่เป็นชั้นดินที่มีความหนาในหลักกิโลเมตร (รูปที่ 2 เเละ 3) คลื่นเเผ่นดินไหวจะเคลื่อนที่ช้าลง เนื่องจากดินมีความหนาเเน่นน้อยกว่าหิน
โดยเมื่อยิ่งใกล้ผิวดินความเร็วของคลื่นก็จะช้าลงมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อเข้าสู่ชั้น "ดินเหนียวอ่อน" กรุงเทพฯ ที่อยู่ชั้นบนสุด (รูปที่ 4) ชั้นดินเหนียวอ่อนนี้มีความหนากระจายไม่เท่ากัน บางพื้นที่หนาถึงกว่า 14-18 เมตร (รูปที่ 5) ชั้นดินเหนียวอ่อนที่หนาบางต่างกันมีผลทำให้การขยายความเร่งของชั้นดินต่างกัน เเต่โดยทั่วไปจะประมาณมากขึ้น 2-3 เท่า (รูปที่ 6)
อย่างไรก็ตาม เพราะเหตุที่จุดกำเนิดเเผ่นดินไหวอยู่ค่อนข้างห่างจากกรุงเทพฯ ดังนั้นคลื่นที่เคลื่อนที่มาในเเอ่งกรุงเทพฯ จึงถูกลดทอนความรุนเเรงลงไปมาก ซึ่งถึงเเม้เมื่อเคลื่อนเข้าเเอ่งตะกอน คลื่นจะถูกขยายความเร่ง เเต่ค่าความเเรงที่ได้ก็จะไม่มาก คนที่เดินอยู่ตามท้องถนนเเละอาคารเตี้ยๆ ก็จะไม่รู้สึก
เเต่สำหรับอาคารสูง เนื่องจากจังหวะการสั่นของดินเหนียวเเละชั้นดินตะกอนเป็นจังหวะที่ช้า ซึ่งจะไปสอดคล้องกับคาบการสั่นของอาคารสูง อาคารสูงเลยถูกโยกไปมาได้ง่ายเ เละจะมีการสั่นไหวในลักษณะคาบยาว ๆ จนทำให้ผู้ที่อยู่อาศัยในอาคารสูงรู้สึกได้ ทั้งนี้ในเเต่ละพื้นที่คาบจังหวะการสั่นจะไม่เท่ากัน (รูปที่ 7)
Advertisement