สร้างเสียงฮือฮาในวงการอสังหาริมทรัพย์ไทยอย่างมาก เมื่อ AWC ได้ประกาศ ทุ่มเงินกว่า 8,704 ล้านบาท เพื่อเข้าซื้อ โรงแรมหรูย่านรัชดา อย่าง ‘Swiss Hotel เลอ คองคอร์ท รัชดา’ และเตรียมพัฒนาโครงการใหม่ใน concept Resort in Bangkok ภายใต้ชื่อ Jubilee Prestige Tower
โดยจะมีอาคารสำนักงานไลฟ์สไตล์รูปแบบใหม่, โรงแรมหรู JW Marriott ที่มีค่าห้องถึง 7,000 บาท / คืน และไฮไลท์สำคัญอยู่ที่โครงการแห่งนี้จะเน้น Wellness ที่เป็นศัลยกรรมจากเกาหลี รองรับนักท่องเที่ยวคุณภาพสูงที่พร้อม spending
ความน่าสนใจอยู่ที่ โครงการนี้เป็นเพียงแค่หนึ่งโปรเจกต์ จากทั้งหมด ของ AWC จากการวางงบลงทุนทั้งหมดในปี 2568 อยู่ที่ 22,000 ล้านบาท ซึ่งเพิ่มขึ้นเกือบเท่าตัวจากปี 2567 ที่ผ่านมาลงทุนอยู่ที่ 10,000 ล้านบาท
บทความนี้ SPOTLIGHT ชวนทุกคนมาเจาะกลยุทธ์ควาสําเร็จของ AWC ทำอย่างไรให้ 5 ปี 5 นิวไฮ ตั้งเป้าทรัพย์สินดำเนินงานอีก 2 เท่า สู่มูลค่า 300,000 ล้านบาท ภายในปี 2572
นางวัลลภา ไตรโสรัส ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร และกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท แอสเสท เวิรด์ คอร์ป จำกัด (มหาชน) หรือ AWC ได้เผยผลประกอบการปี 2567 เติบโตก้าวกระโดดในทุกมิติ พร้อมสร้างสถิติใหม่ด้วย 5 นิวไฮ สูงสุดในรอบ 5 ปี นับตั้งแต่เข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ จากการบริหารจัดการที่มีประสิทธิภาพและกลยุทธ์การลงทุนที่แข็งแกร่งดังนี้ :
โดยมีมูลค่าทรัพย์สินถาวรรวมเติบโตเท่าตัวภายใน 5 ปี สู่มูลค่า 198,726 ล้านบาท จากกลยุทธ์ GROWTH-LED Strategy และการพัฒนาโครงการคุณภาพร่วมกับพันธมิตรระดับโลกเพื่อสร้าง AWC’s Lifestyle Destination หลากหลายโครงการในเมืองท่องเที่ยวสำคัญทั่วไทย
ทำให้ในปี 2567 AWC สามารถโกยรายได้รวมกว่า 21,011 ล้านบาท เติบโตร้อยละ 10.5 (YoY) จากการเติบโตของทุกกลุ่มธุรกิจ ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มธุรกิจโรงแรม และ กลุ่มธุรกิจคอมเมอร์เชียล
AWC เดินหน้ากลยุทธ์การเติบโตในปี 2568 อย่างแข็งแกร่งด้วยการขยายพอร์ตโฟลิโอในกลุ่มธุรกิจโรงแรมและการบริการ รวมถึงกลุ่มธุรกิจคอมเมอร์เชียล
AWC ได้เข้าลงทุนใน บริษัท เลอ คองคอร์ด โฮเต็ล จำกัด ซึ่งครอบคลุม อาคารสำนักงานขนาด 45,792 ตารางเมตร และโรงแรมขนาด 407 ห้อง ใจกลางพื้นที่เศรษฐกิจสำคัญ และจะช่วยสร้างกระแสเงินสดได้อย่างทันทีให้กับบริษัท โดย AWC มีแผนพัฒนาโครงการภายใต้ชื่อ Jubilee Prestige Tower ให้เป็นอาคารสำนักงานไลฟ์สไตล์รูปแบบใหม่ และโรงแรมหรูภายใต้แบรนด์ JW Marriott ที่บริหารงานโดยแมริออท อินเตอร์เนชั่นแนล เครือโรงแรมที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในโลกซึ่งเป็นโครงการ ที่ตั้งอยู่ใจกลางถนนรัชดาภิเษก โดยมีแผนพัฒนาให้เป็นโมเดล AWC’s Lifestyle Destination ผสมผสาน Wellness และประสบการณ์แบบ Luxury Bleisure พิเศษครั้งแรกของประเทศ พร้อมเปิดดำเนินการได้เต็มรูปแบบภายในปี 2571
โครงการดังกล่าวถือเป็นโครงการแรกของ AWC ที่ตั้งอยู่บนพื้นย่านรัชดาภิเษกที่ที่มีการเติบโตทางเศรษฐกิจสูงที่สุดแห่งหนึ่งของกรุงเทพฯ รายล้อมไปด้วยสถานทูต สถาบันการเงิน บริษัทข้ามชาติ และสถานที่ท่องเที่ยว เชื่อมต่อเครือข่ายคมนาคมหลักของกรุงเทพฯ รวมถึงระบบรถไฟฟ้าบนถนนรัชดาภิเษกที่ได้รับการสร้างขึ้นเพื่อเป็นพระบรมราชานุสรณ์เนื่องในวโรกาสพระราชพิธีรัชดาภิเษก พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ทรงครองราชย์ครบ 25 ปี (Silver Jubilee)
กลุ่มธุรกิจโรงแรมและการบริการสร้างกระแสเงินสดแข็งแกร่ง โดย
และสามารถในการดึงดูดนักท่องเที่ยวคุณภาพสูงกว่า 650 ล้านคนทั่วโลกผ่านเครือข่ายพันธมิตรระดับโลก ส่งผลให้โรงแรมของ AWC มีดัชนีการสร้างรายได้ (Revenue Generation Index หรือ RGI) สูงกว่าค่าเฉลี่ยตลาดเมื่อเทียบกับโรงแรมในกลุ่มเดียวกันที่อยู่ในพื้นที่ใกล้เคียง เช่น
เปิดห้องอาหารชั้นนำจำนวน 8 แห่งในกรุงเทพฯ และเชียงใหม่ นำด้วยความพิเศษใหม่ของ F&B Rooftop Destination ที่สูงที่สุดของกรุงเทพฯ ด้วย
โดยบริษัทเดินหน้ายกระดับธุรกิจคอมเมอร์เชียลให้เป็นศูนย์กลางแห่งไลฟ์สไตล์และการทำงานที่ทันสมัย ตอบรับแนวโน้มการใช้ชีวิตและพฤติกรรมของลูกค้าในยุคใหม่ ขยายพอร์ตโฟลิโอให้เติบโตอย่างยั่งยืน ด้วยการยกระดับธุรกิจอาคารสำนักงานสู่แนวคิด “Lifestyle Workplace Destination” เพื่อตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ของผู้เช่า ที่มุ่งเน้นการพัฒนาอาคารให้เป็นมากกว่าสถานที่ทำงาน ด้วยสิ่งอำนวยความสะดวกที่ครบครัน เช่น
AWC ยังคงเดินหน้าสร้างการเติบโตที่แข็งแกร่งและยั่งยืนตามแผนยุทธศาสตร์ 5 ปี ภายในปี 2572 โดยมุ่งเน้นการพัฒนาธุรกิจภายใต้แนวคิด “Building a Better Future” พร้อมตั้งเป้าหมายสำคัญ 3 ประการ ได้แก่
AWC ยังมุ่งมั่นขับเคลื่อนกลยุทธ์เพื่อการเติบโตอย่างยั่งยืน ครอบคลุมทุกมิติ ทั้งด้านสิ่งแวดล้อม (Better Planet) สร้างสมดุลระหว่างการเติบโตควบคู่ความรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อม ด้านสังคม (Better People) สร้างการเติบโตควบคู่การยกระดับคุณค่าของบุคลากรและชุมชน และด้านเศรษฐกิจ (Better Prosperity) สร้างการเติบโตเพื่อร่วมขับเคลื่อนเศรษฐกิจอย่างยั่งยืน โดยมีผลการดำเนินงานด้านความยั่งยืนที่ได้รับการยอมรับในระดับโลก
ในปี 2567 บริษัทได้รับคะแนนด้านความยั่งยืนสูงสุดเป็นอันดับ 1 ของโลก ในกลุ่มอุตสาหกรรมโรงแรม รีสอร์ท และเรือสำราญ จากการประเมินของ S&P Global และบริษัทยังได้รับการคัดเลือกเป็นสมาชิกในดัชนีความยั่งยืนระดับสากล ได้แก่การได้รับคัดเลือกเป็นสมาชิกดัชนีความยั่งยืนดาวโจนส์ หรือ Dow Jones Sustainability Indices (DJSI) ในกลุ่มตลาดเกิดใหม่ และการได้รับคัดเลือกให้เป็นสมาชิกของ FTSE4Good Index Series โดย FTSE Russell ครอบคลุมการดำเนินงานด้านสิ่งแวดล้อม ด้านสังคม และด้านธรรมาภิบาล รวมทั้งได้รับการประเมินอยู่ในรายชื่อหุ้นยั่งยืน SET ESG Ratings ปี 2567 เพิ่มขึ้นสู่ระดับ “AA” จากตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย นอกจากนี้ ในด้านการสร้างแบรนด์องค์กร AWC ได้รับรางวัล Thailand’s Top Corporate Brands 2024 ในหมวดธุรกิจพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ ตอกย้ำการเป็นบริษัทอสังหาริมทรัพย์ที่มีมูลค่าแบรนด์องค์กรสูงสุดของประเทศไทย