เมื่อวันอังคารที่ผ่านมา (1 เมษายน 68) สหรัฐฯ ปลดพนักงานกระทรวงสุขภาพและบริการมนุษย์สหรัฐฯ กว่า 10,000 คนเป็นผลนโยบายการลดขนาดรัฐบาลกลาง รวมถึงตัดงบประมาณไม่จำเป็นของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ และมหาเศรษฐีอีลอน มัสก์ ผู้นำกระทรวงประสิทธิภาพรัฐบาล
การปลดครั้งนี้กระทบไปถึงนักวิทยาศาสตร์ระดับสูงที่ดูแลงานด้านสาธารณสุข การวิจัยมะเร็ง การอนุมัติวัคซีนและยา การปลดครั้งนี้จึงสร้างความกังวลต่อประสิทธิภาพการรับมือกับเหตุฉุกเฉินด้านสาธารณสุขต่อจากนี้ เนื่องจากกำลังมีหัดและไข้หวัดนกระบาด
รัฐมนตรีกระทรวงสุขภาพฯ โรเบิร์ต เอฟ. เคนเนดี จูเนียร์กล่าวว่า การปลดพนักงานครั้งนี้ เมื่อรวมกับครั้งอื่นๆ แล้วจะลดพนักงานของกระทรวงลงจาก 82,000 คนเหลือ 62,000 คน ทำให้ระบบราชการที่เทอะทะมีประสิทธิภาพมากขึ้น
แต่พนักงานองค์การอาหารและยาบางคนกล่าวว่า ถูกขอให้ทำงานต่อจนถึงวันที่ 2 มิถุนา แม้ว่าการไล่ออกจะมีผลตั้งแต่วันที่ 1 เมษายนแล้วก็ตาม
“พนักงานทุกคนที่ได้รับผลกระทบจากการเลิกจ้างอาจถูกขอให้ทำงานต่อชั่วคราว จนกว่าการทำงานให้รัฐบาลจะสิ้นสุดลงวันที่ 2 มิถุนายน” แอนดรูว์ นิกสัน โฆษกกระทรวงสุขภาพและบริการมนุษย์ (HHS) กล่าว
แถลงการณ์ยังระบุว่า การตัดสินใจครั้งนี้มีจุดมุ่งหมายทำให้การเปลี่ยนผ่านเป็นไปอย่างราบรื่นที่สุดเท่าที่จะเป็นได้ และลดผลกระทบต่อภารกิจและการดำเนินงานขององค์กร โดยกระทรวงสนับสนุนแนวทางนี้ เพื่อคงการดำเนินงานด้านสาธารณสุขให้ดำเนินต่อ พร้อมจัดการการปรับโครงสร้างองค์กรอย่างมีประสิทธิภาพ
และขณะนี้ องค์การอาหารและยากำลังถูกขอให้ระบุรายชื่อพนักงานที่จะถูกขอให้ทำงานต่อในช่วงเปลี่ยนผ่านนี้
การลดจำนวนพนักงานกระทรวงสุขภาพและบริการมนุษย์สหรัฐฯ (Department of Health and Human Services ) เมื่อวันอังคารที่ผ่านมาก ระทบองค์กรด้านสาธารณสุขขนาดใหญ่เป็นวงกว้างที่อยู่ภายใต้กระทรวง อย่าง องค์การอาหารและยาแห่งสหรัฐอเมริกา (FDA) ศูนย์ควบคุมโรคติดต่อสหรัฐอมเริกา (CDA) และสถาบันสุขภาพแห่งชาติ (National Institutes of Health)
โรเบิร์ต เอฟ. เคนเนดี จูเนียร์ ประกาศเมื่อปลายเดือนมีนาคม ชี้ว่าการเลิกจ้างพนักงานของกระทรวงประกอบด้วยการตัดพนักงาน 3,500 คนจากองค์การอาหารและยา 2,400 คนจากศูนย์ควบคุมโรค และ 1,200 คนจากสถาบันสุขภาพแห่งชาติ และยังมีการเลิกจ้างพนักงานที่อาสาออกโดยสมัครใจอีกราว 10,000 คนก่อนหน้านี้
อ้างอิง: Reuters