หลายปีที่ผ่านมาเราได้เห็นโรงเรียนนานาชาติเปิดใหม่เพิ่มขึ้น เราได้เห็นเทรนด์ที่พ่อแม่ผู้ปกครองมีค่านิยมที่อยากให้บุตรหลานมีทักษะทางภาษาที่ดีขึ้น เราจึงได้เห็นการส่งบุตรหลานเข้าเรียนในโรงเรียนนานาชาติกันมากขึ้นเช่นกัน
ต่อมาเราได้เห็นการปรับตัวของระบบการศึกษาในประเทศไทยทั้งโรงเรียนของรัฐและโรงเรียนเอกชนต่างพัฒนาหลักสูตร 2 ภาษา (Bilingual Prgram) เพื่อเป็นทางเลือกให้กับผู้ปกครองเป็นการตอบสนองความต้องการของตลาดที่เพิ่มมากขึ้นด้วย
ทำให้ในปี 2567 ที่ผ่านมามูลค่าของธุรกิจโรงเรียนนานาชาติน่าจะสูงเกินกว่า 8 หมื่นล้านบาทและมีอัตราการเติบโตสูงขึ้นถึง 13.1%
แต่บทวิเคราะห์ของศูนย์วิจัยกสิกรไทย พบว่า แม้ธุรกิจโรงเรียนนานาชาติปี 2568 ยังคงเติบโตที่ 9.7% รายได้โรงเรียนนานาชาติอาจแตะ 9.5 หมื่นล้านบาทแต่มีการชะลอตัวลงจากปีก่อนหน้านี้ ซึ่งปัจจัยสำคัญที่ทำให้การเติบโตลดลงคือจำนวนนักเรียนที่ขยายตัวในอัตราที่ช้าลง และการเปิดโรงเรียนใหม่ที่ลดลงจาก 13 แห่งในปี 2567 เหลือเพียง 8 แห่งในปี 2568 ทำให้ปัจจุบันประเทศไทยมีโรงเรียนนานาชาติอยู่ที่ 257 แห่ง
แม้แนวโน้มของนักเรียนไทยจะลดลง 1.1% ในปี 2568 เนื่องจากอัตราการเกิดที่ลดลงอย่างต่อเนื่อง แต่จำนวนนักเรียนที่เลือกเรียนในโรงเรียนนานาชาติกลับเพิ่มขึ้นถึง 8.3% ดังนั้นบทความนี้จะพาไปหาคำตอบว่า ทำไมธุรกิจโรงเรียนนานาชาติยังโตทั้งที่เศรษฐกิจไทยแผ่ว และเด็กไทยเกิดใหม่น้อยลง
ก่อนอื่นคงต้องเปรียบเทียบระหว่างปัจจัยบวกและลบที่มีต่อธุรกิจโรงเรียนนานาชาติกันก่อน
1.อัตราการเกิดที่ลดลง
ในปี 2568 คาดการณ์ว่านักเรียนหลักสูตรไทยทั้งโรงเรียนรัฐบาลและเอกชนจะลดลง 1.1%-1.2% เหตุผลหลักมาจากจำนวนเด็กเกิดใหม่ที่ลดลงต่อเนื่อง ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อจำนวนผู้สมัครเรียนในอนาคต
มีข้อมูลด้านประชากรของสถาบันวิจัยประชากรและสังคม มหาวิทยาลัยมหิดลระบุว่า ปี 2567 ที่ผ่านมาเป็นปีที่ 4แล้วที่อัตราเพิ่มประชากรไทยติดลบ เพราะเด็กเกิดน้อยกว่าคนตาย
โดยมีเด็กไทยเกิดปี 2567 มีจำนวน 461,421 คน ซึ่งเป็นครั้งแรกในรอบ 70 ปี ที่ประเทศไทยมีจำนวนเด็กเกิดใหม่ไม่ถึง 5 แสนคนต่อปี ซึ่งแน่นอนว่าส่งผลต่อโครงสร้างประชากรที่จะมีแต่ผู้สูงอายุมากขึ้นและแรงงานจะค่อยๆลดลง นี่อาจจะเป็นอีกหนึ่งวิกฤตของเศรษฐกิจและสังคมไทยในอนาคตได้หากสถานการณ์สถิติเด็กเกิดใหม่ยังลดลงอย่างต่อเนื่องเช่นนี้
ค่าใช้จ่ายในการเรียนโรงเรียนนานาชาติเพิ่มขึ้น ทำให้บางครอบครัวพิจารณาส่งบุตรหลานไปเรียนต่างประเทศแทน จากข้อมูลพบว่า ค่าเล่าเรียนโรงเรียนนานาชาติในไทยเริ่มเข้าใกล้ค่าใช้จ่ายของโรงเรียนประจำในต่างประเทศ เช่น นิวซีแลนด์ ซึ่งอาจส่งผลให้ผู้ปกครองมองหาทางเลือกอื่น
ข้อมูลจาก International School Database 2023 เปรียบเทียบราคามัธยฐานของค่าเรียนต่อปีสำหรับโรงเรียนนานชาติในเอเชียพบว่า
-ปักกิ่ง 1,241,230 บาท
-สิงคโปร์ 748,334 บาท
-โซล 728,619 บาท
-ฮ่องกง 544,571 บาท
-กรุงเทพฯ 448,171 บาท
อย่างไรก็ตามแม้ว่าค่าเล่าเรียนจะสูงขึ้น แต่กลุ่มผู้ปกครองที่มีศักยภาพทางการเงินยังคงเพิ่มขึ้น โดยคาดการณ์ว่าจำนวนคนไทยที่มีทรัพย์สินมากกว่า 1 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ (หรือราว 33 ล้านบาทต่อปี) จะเพิ่มขึ้น 24% ระหว่างปี 2566-2571 ส่งผลให้ธุรกิจโรงเรียนนานาชาติยังคงมีฐานนักเรียนจากกลุ่มเศรษฐีไทย
แม้เด็กไทยน้อยลงแต่หนึ่งในปัจจัยสำคัญที่ผลักดันการเติบโตของโรงเรียนนานาชาติคือจำนวนนักเรียนต่างชาติโดยเฉพาะ “จีน” ที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยชาวจีนที่เข้ามาทำงานในตำแหน่งระดับสูงในไทยเพิ่มขึ้นเฉลี่ย 20.8% ต่อปีในช่วง 3 ปีที่ผ่านมาคือตั้งแต่ปี 2564-2567
แนวโน้มการขยายตัวของโรงเรียนนานาชาติในพื้นที่นอกกรุงเทพฯ สูงขึ้น โดยระหว่างปี 2564-2568 จำนวนโรงเรียนนานาในต่างจังหวัดเติบโตเฉลี่ยปีละ 9.1% ขณะที่กรุงเทพฯ มีอัตราการหดตัว 1.7% เช่นเดียวกับจำนวนนักเรียนนานาชาติในกรุงเทพโต 9.3% แต่ต่างจังหวัดโตถึง 13% โดยพบว่า พื้นที่ภาคกลางและตะวันออก เป็นตลากศักยภาพรองจากกรุงเทพฯและปริมณฑล
หัวเมืองสำคัญที่มีการเติบโตของโรงเรียนนานาชาติ ได้แก่
อย่างไรก็ตามจำนวนครัวเรือนที่มีรายได้สูงในต่างจังหวัดมีน้อยกว่าในกรุงเทพฯ ทำให้โรงเรียนนานาชาติอาจต้องปรับลดค่าเล่าเรียนให้เหมาะสมกับศักยภาพของผู้ปกครองในพื้นที่
แม้ว่าธุรกิจโรงเรียนนานาชาติยังคงเติบโต แต่ต้องเผชิญกับปัจจัยท้าทายหลายประการ ทั้งอัตราการเกิดที่ลดลง ค่าใช้จ่ายที่สูงขึ้น และการแข่งขันจากโรงเรียนเอกชนหลักสูตรสองภาษา อย่างไรก็ตาม ตลาดนักเรียนต่างชาติ โดยเฉพาะจากจีน และการขยายตัวของโรงเรียนนานาชาตินอกกรุงเทพฯ ยังคงเป็นโอกาสสำคัญที่ช่วยหนุนการเติบโตในอนาคต
ที่มา : ศูนย์วิจัยกสิกรไทย , เว็บไซต์ ประชากร