Logo site Amarintv 34HD
Logo LiveSearch
Search
Logo Live
Logo site Amarintv 34HD
ช่องทางติดตาม AMARINTV
  • facebook AMARIN TV 34 HD
  • x AMARIN TV 34 HD
  • line AMARIN TV 34 HD
  • youtube AMARIN TV 34 HD
  • instagram AMARIN TV 34 HD
  • tiktok AMARIN TV 34 HD
  • RSS Feed AMARIN TV 34 HD
รวมทางฝ่ากำแพงภาษีทรัมป์ ‘เจรจา-ถอย-สู้’  รัฐบาลไทยจะเดินทางไหน?
โดย : กองบรรณาธิการ SPOTLIGHT

รวมทางฝ่ากำแพงภาษีทรัมป์ ‘เจรจา-ถอย-สู้’ รัฐบาลไทยจะเดินทางไหน?

3 เม.ย. 68
18:15 น.
แชร์

หลังจากที่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ จุดชนวนสงครามการค้ารอบใหม่ ด้วยการประกาศมาตรการขึ้นภาษีตอบโต้ในช่วงเช้ามืดของวันนี้ (3 เม.ย.) โลกก็เข้าสู่ภาวะปั่นป่วนอย่างฉับพลัน หลายประเทศต้องเข้าสู่โหมดฉุกเฉิน พร้อมตัดสินใจให้เร็วว่า จะ “ลุกขึ้นสู้” หรือ “หลบให้ไว” 

โดยหนึ่งในประเทศที่รับแรงกระแทกไปเต็มๆ แบบไม่ทันตั้งหลักก็คือ “ไทย” ที่เจอบทลงโทษด้วยภาษีสูงถึง 37% ทำให้รัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องตื่นตัว เพราะถ้าปล่อยให้มาตรการภาษีของสหรัฐฯ มีผลบังคับใช้โดยไม่มีการตอบโต้หรือปรับตัว ผลกระทบที่ตามมานั้นอาจลุกลามจนเกิดวิกฤต ทั้งในแง่เศรษฐกิจ การค้า และเสถียรภาพระหว่างประเทศ

ในบทความนี้ SPOTLIGHT ชวนคุณมาสำรวจเสียงสะท้อนจากแนวหน้าเศรษฐกิจ ทั้งนักวิเคราะห์ นักวิชาการ และกูรูที่ติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด เพื่อประเมินว่าประเทศไทยควรเดินเกมอย่างไรในสนามที่เปลี่ยนกติกากลางกระดาน พร้อมจับตาท่าทีของรัฐบาลไทยว่า จะปรับกลยุทธ์อย่างไรให้ทันเกม และเอาตัวรอดจากมรสุมการค้านี้ไปได้

ดร. พิพัฒน์ KKP ชี้ 3 ทางออก ‘สู้ หมอบ หรือทน’

ดร.พิพัฒน์ ดำรงตำแหน่ง ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ และหัวหน้าฝ่ายวิเคราะห์เศรษฐกิจและการลงทุน กลุ่มธุรกิจการเงินเกียรตินาคินภัทร โพสต์ในเฟซบุ๊กส่วนตัวไม่นานหลังทรัมป์ประกาศอัตราภาษีว่า หลังจากการตั้งกำแพงภาษีจากสหรัฐฯ กลายเป็นจริง เกมการค้าที่ไทยต้องเล่นต่อไปคือ "เกมเจรจา" เต็มรูปแบบ 

ซึ่งเมื่อประเมินตามสถานการณ์แล้ว ไทยดูจะมีทางเลือกหลักอยู่ 3 แนวทาง หรืออาจต้องผสมผสานกันเพื่อให้ได้ผลลัพธ์ดีที่สุด คือ

  • สู้

ทางเลือกนี้คือการเผชิญหน้าและตอบโต้กลับคล้ายกับที่จีน แคนาดา หรือสหภาพยุโรปเคยทำ แต่ข้อจำกัดสำคัญของไทยคือ ความไม่สมดุลของอำนาจต่อรอง เพราะสหรัฐฯ เป็นตลาดส่งออกที่ใหญ่ที่สุดของไทย 

ไทยมีดุลการค้าเกินดุลกับสหรัฐฯ หลายหมื่นล้านดอลลาร์ต่อปี ซึ่งแม้ส่วนหนึ่งจะมาจากสินค้าจีนที่ไหลผ่านไทย แต่ก็ยังทำให้สหรัฐฯ มองไทยว่า “ได้เปรียบ” ทางการค้า การเลือกสู้โดยไม่มีแต้มต่อ อาจเสี่ยงเกินไป

  • หมอบ

หากเลือกแนวทางเจรจาและ “ลดแรงเสียดทาน” ไทยอาจต้องยอมเปิดบางตลาดหรือปรับกฎเกณฑ์เพื่อให้สหรัฐฯ คลายความกังวล เช่น

  • ลดภาษีสินค้าสหรัฐฯ ที่ถูกมองว่าไทยเก็บสูงเกินไป
  • เปิดตลาดสินค้าเกษตรที่ไทยเคยปกป้อง
  • ยกเลิกอุปสรรคการค้ารูปแบบต่าง ๆ เช่น การห้ามนำเข้าเนื้อหมู หรือค่าธรรมเนียมตรวจสินค้า

นอกจากนี้ ไทยอาจต้องยื่นข้อเสนอเพิ่มเติม เช่น การนำเข้าสินค้าจากสหรัฐฯ มากขึ้นในหมวดพลังงาน เครื่องบิน อาวุธ หรือเครื่องจักร รวมถึงการเปิดเสรีในภาคบริการ การเงิน สิทธิทรัพย์สินทางปัญญา หรือแรงงาน ซึ่งล้วนเป็นประเด็นที่สหรัฐฯ กังวลมานาน

อย่างไรก็ตาม แน่นอนว่าแนวทางนี้ต้องอาศัยการเจรจา “ภายใน” อย่างเข้มข้น เพราะคำถามใหญ่คือ ใครควรเสียอะไรเพื่อรักษาภาคส่งออกโดยรวม? และท้ายที่สุด สหรัฐฯ ต้องการเพียงผลประโยชน์ทางการค้าจริงหรือ? หรือมีนัยยะทางการเมือง ความมั่นคง หรือภูมิรัฐศาสตร์ซ่อนอยู่?

  • ทน

หากเจรจาไม่ลงตัว หรือไม่มีทางเลือกอื่น ดร. พิพัฒน์ มองว่า ไทยอาจต้อง “ทน” ต่อแรงกดดันในระยะสั้น โดยหวังว่าสหรัฐฯ จะลดท่าทีลงเมื่อได้รับแรงเสียดทานภายในประเทศ หรือจากประเทศคู่ค้าอื่น ๆ ทางเลือกนี้อาจมาพร้อมการจับมือกับประเทศที่ได้รับผลกระทบคล้ายกัน เพื่อรวมเสียงกดดันร่วมกันในเวทีระหว่างประเทศ

ทั้งนี้ การรีรอโดยไม่มีแผน ก็ไม่ใช่กลยุทธ์ที่ดีในระยะยาว เพราะความเสียหายอาจเกิดขึ้นก่อนที่โอกาสในการเจรจาจะมาถึง

เสียงจากตลาดทุน “ประกิต” ชี้ไทยต้องเจรจา อย่าสู้ อย่าหวังรอดด้วยความเป็นกลาง

ในมุมมองของ ประกิต สิริวัฒนเกตุ กูรูตลาดทุนและกรรมการผู้จัดการ บล.เมอร์ชั่น พาร์ทเนอร์ การขึ้นภาษีของสหรัฐฯ ต่อสินค้าส่งออกจากไทยในอัตรา 37%  จะสร้างแรงกระแทกทางเศรษฐกิจอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ทั้งต่อ GDP และภาคการส่งออก 

ประกิตประเมินว่า การเก็บภาษี 37% ครั้งนี้จะสร้างแรงกระแทกอย่างมีนัยสำคัญต่อ GDP ไทย โดยอ้างอิงจากประมาณการเดิมที่เคยประเมินว่า หากโดนภาษี 15% จะส่งผลให้ GDP หดตัวราว 1.5% การขึ้นภาษีระดับนี้อาจกด GDP ลงไปใกล้เคียง 2% แม้จะไม่ถึงขั้นรุนแรง 3.6% แต่ก็ถือว่า “สะเทือนระบบ” อย่างชัดเจน

นอกจากนี้ มูลค่าการส่งออกของไทยไปสหรัฐ ซึ่งในปี 2567 มีมูลค่ากว่า 5.49 หมื่นล้านดอลลาร์ (คิดเป็น 18.3% ของยอดส่งออกทั้งหมด) ย่อมหดตัวลงแน่นอน จากภาวะราคาสินค้าที่ถูกบวกภาษีจนแพงขึ้น กำลังซื้อในสหรัฐจะลดลง และสินค้าของไทยอาจถูกแทนที่ด้วยสินค้าที่ผลิตในสหรัฐเอง

อย่างไรก็ตาม สิ่งสำคัญที่สุดในตอนนี้คือ “การบริหารผลกระทบ” ให้เจ็บตัวน้อยที่สุด พร้อมวางแนวทางระยะกลางถึงยาวเพื่อไม่ให้ไทยเข้าสู่ภาวะเสียสมดุลในระบบการค้าโลก

นายประกิจ มองว่า ไทยไม่ควรเลือก “สู้กลับ” แบบจีนหรือสหภาพยุโรป เพราะจะยิ่งเสียมากกว่าได้ ด้วยอำนาจต่อรองที่ต่างกันโดยสิ้นเชิง สิ่งที่ไทยควรทำคือ

  • “เปิดตลาด” ให้มากขึ้น โดยเฉพาะในหมวดสินค้าเกษตร (เช่น เนื้อหมู) และสินค้าอุตสาหกรรมหนัก (เช่น เครื่องจักร อาวุธ)
  • “เปิดเสรี” ในภาคบริการและเรื่องที่สหรัฐฯ กังวลมายาวนาน เช่น การคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญา และสิทธิแรงงาน
  • “วางหมากภูมิรัฐศาสตร์” ไทยต้องมีบทบาทมากขึ้นในยุทธศาสตร์ด้านความมั่นคงของสหรัฐฯ เพราะยุคนี้ไม่สามารถ “เป็นกลางแล้วรอด” ได้อีกต่อไป

ขณะเดียวกัน ไทยต้องเร่งหาตลาดส่งออกใหม่ ลดการพึ่งพาสหรัฐฯ โดยแสวงหาความร่วมมือกับประเทศอื่นที่เผชิญแรงกดดันจากภาษีเช่นเดียวกันโดยเฉพาะในเอเชีย ลาตินอเมริกา และตะวันออกกลาง พร้อมกับต้องจัดการความสัมพันธ์ทางการค้ากับจีนอย่างจริงจัง ลดการขาดดุลการค้าให้ได้ เพราะในอนาคต หากไม่สามารถชดเชยการเกินดุลกับสหรัฐฯ ได้อีก ไทยอาจเสี่ยงเข้าสู่ภาวะไม่สมดุลทางเศรษฐกิจอย่างถาวร

ทั้งนี้ แม้ทรัมป์จะเชื่อว่าการขึ้นภาษีจะกระตุ้นการผลิตภายใน แต่ในระยะสั้น สหรัฐฯ เองก็จะเจอแรงสะเทือนจากราคาสินค้านำเข้าที่พุ่งสูงขึ้นเช่นกัน ผู้บริโภคเผชิญเงินเฟ้อ ขณะที่กำลังซื้อหดตัว และห่วงโซ่อุปทานภายในยังไม่พร้อมผลิตทดแทนทันที

แม้ทรัมป์จะมีแผน “ลดภาษีในประเทศ” เพื่อลดแรงต้าน แต่นาย ประกิตเชื่อว่า แรงกดดันภายในจะผลักให้สหรัฐต้องยอมผ่อนปรนมาตรการภาษีบางส่วนในอนาคต โดยขึ้นอยู่กับว่า “ประเทศไหนจะเจรจาได้มีน้ำหนักมากกว่ากัน”

TDRI มองในความเสี่ยงยังมีโอกาสในการ “เจรจา”

ด้าน ดร.กิริฎา เภาพิจิตร ผู้อำนวยการวิจัย Economic Intelligence Service (EIS) จากสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) เปิดเผยว่า การขึ้นภาษีนำเข้าสินค้าครั้งใหญ่ของสหรัฐฯ ที่มีผลบังคับใช้ในเดือนเมษายนนี้ เปรียบเสมือน “บทใหม่” ของความปั่นป่วนในระบบการค้าโลก โดยไทยเองเป็นหนึ่งในกว่า 60 ประเทศที่ถูกตั้งกำแพงภาษีสูงถึง 36–37% ซึ่งถือว่าสูงกว่าประเทศส่วนใหญ่

ยิ่งไปกว่านั้น การที่ไทยต้องจ่ายภาษีนำเข้าสหรัฐในอัตราใหม่ที่ 38.5% (รวมภาษีเดิม 1.5%) ทำให้เสียเปรียบคู่แข่งโดยตรงอย่างเม็กซิโก ซึ่งยังคงถูกเก็บภาษีเพียง 25%

อย่างไรก็ตาม ดร.กิริฎามองว่า ท่ามกลางแรงกระแทกครั้งนี้ ไทยอาจมี “จุดได้เปรียบเชิงเปรียบเทียบ” กับบางประเทศ โดยเฉพาะจีน (ถูกเก็บภาษีนำเข้ารวม 54%) และเวียดนาม (46%) ซึ่งเป็นคู่แข่งสำคัญของไทยในกลุ่มสินค้าเทคโนโลยี เช่น ชิ้นส่วนโทรศัพท์มือถือ คอมพิวเตอร์ อุปกรณ์เซมิคอนดักเตอร์

นอกจากนี้ ในเอกสารประกาศภาษีของสหรัฐฯ มีข้อความชัดเจนว่า อัตราภาษีสามารถเจรจาได้ หากประเทศคู่ค้าแสดงท่าทีพร้อมจะ “ให้บางอย่างแลกเปลี่ยน” ซึ่งสำหรับไทย ดร.กิริฎามองว่ามี 3 แนวทางที่สหรัฐฯ น่าจะผลักดัน ได้แก่

  • ขอลดภาษีนำเข้าสินค้าสหรัฐฯ โดยเฉพาะสินค้าที่ไทยเก็บภาษีสูงกว่าสหรัฐฯ เช่น ไวน์ เบียร์ เนื้อวัวรถยนต์ สินค้าเกษตรหลายชนิด (ฐานเสียงสำคัญของทรัมป์)
  • ขอเพิ่มโควตานำเข้าสินค้าเกษตรบางชนิด เช่น ข้าวโพด และกาแฟ ซึ่งไทยมีระบบโควต้าเข้มงวด
  • ขอลดข้อจำกัดด้านมาตรฐานสุขภาพและความปลอดภัย เช่น การอนุญาตให้นำเข้าเนื้อหมูที่มีสารเร่งเนื้อแดง ซึ่งยังเป็นประเด็นถกเถียงในไทย

โดยการเจรจาเปิดตลาด ควรเริ่มจากสินค้าที่มีผลกระทบเชิงลบน้อย หรืออาจสร้างประโยชน์ทางเศรษฐกิจและทางเลือกให้ผู้บริโภคไทย เช่น การเปิดตลาดไวน์คุณภาพ หรือกาแฟเฉพาะทางจากสหรัฐฯ

ดังนั้น ดร.กิริฎา จึงมองว่า แม้สถานการณ์นี้จะมาพร้อมความเสี่ยงรอบด้าน แต่ก็เปิดช่องให้ไทยได้เจรจาเชิงยุทธศาสตร์กับสหรัฐฯ โดยต้องอาศัยข้อมูล วิเคราะห์ผลกระทบรายสินค้า และเจรจาในลักษณะ “เลือกเปิดในจุดที่ไม่เสียหาย แต่ได้ภาพลักษณ์และการยอมรับเชิงนโยบาย” และไทยควรใช้สถานการณ์นี้เป็นโอกาสวางโครงสร้างการค้าใหม่ให้สมดุลยิ่งขึ้น ไม่ใช่แค่การรอดเฉพาะหน้า แต่เพื่อความมั่นคงทางเศรษฐกิจในระยะยาว

รัฐบาลไทยพร้อมเจรจา ย้ำจุดยืนเป็นพันธมิตรทางเศรษฐกิจที่น่าเชื่อถือ

ด้าน นางสาวแพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ได้ออกแถลงการณ์ผ่านโฆษกรัฐบาล นายจิรายุ ห่วงทรัพย์ แสดงท่าทีอย่างเป็นทางการของประเทศไทยต่อกรณีสหรัฐฯ ประกาศขึ้นภาษีนำเข้าสินค้าจากทุกประเทศในอัตราขั้นต่ำ 10% โดยไทยถูกกำหนดอัตราภาษีที่ 37% ซึ่งจะมีผลตั้งแต่วันที่ 9 เมษายน 2568

นายกรัฐมนตรีระบุว่า รัฐบาลไทย ตระหนักและเข้าใจถึงแรงจูงใจของสหรัฐฯ ที่ต้องการปรับสมดุลทางการค้ากับประเทศคู่ค้าผ่านนโยบาย reciprocal tariffs ซึ่งแม้จะสร้างผลกระทบในวงกว้างต่อประเทศต่างๆ แต่ไทยมองว่าเป็นโอกาสในการปรับตัวเพื่อเพิ่มความสามารถในการแข่งขันในระยะยาว

เบื้องต้น รัฐบาลย้ำว่าได้เตรียมมาตรการบรรเทาผลกระทบแก่ผู้ประกอบการส่งออก โดยเฉพาะกลุ่มที่พึ่งพาตลาดสหรัฐฯ พร้อมกับเร่งกระจายตลาดใหม่ที่มีศักยภาพมากขึ้น เพื่อไม่ให้การพึ่งพาตลาดใดตลาดหนึ่งเป็นจุดเปราะบางในระบบเศรษฐกิจไทย

นอกจากนี้ ไทยประกาศความพร้อมในการเจรจาโดยเร็วเพื่อหาทางออกร่วมกัน โดยได้จัดตั้ง “คณะทำงานนโยบายการค้าสหรัฐฯ” ตั้งแต่เดือนมกราคมที่ผ่านมา และใช้เวลาตลอด 3 เดือนในการวิเคราะห์ข้อมูลเชิงลึก ประเมินผลกระทบ และจัดทำ “ข้อเสนอเชิงยุทธศาสตร์” ที่จะช่วยสร้างแรงจูงใจให้สหรัฐฯ เข้าสู่กระบวนการเจรจากับไทย

ข้อเสนอเหล่านี้จะคำนึงถึงความสมดุลระหว่างผลประโยชน์ของสหรัฐฯ และความเสียหายที่อาจเกิดกับเกษตรกร ผู้บริโภค และภาคธุรกิจไทย พร้อมส่งเสริมให้ไทยใช้โอกาสนี้ในการลดต้นทุนการผลิต และยกระดับศักยภาพของอุตสาหกรรมเป้าหมาย

นายกรัฐมนตรีแสดงความมั่นใจว่า ไทยมีศักยภาพในการเป็นพันธมิตรเชิงยุทธศาสตร์ของสหรัฐฯ ในหลายอุตสาหกรรม โดยเฉพาะในบริบทของ “มิตรประเทศเพื่อการลงทุน” (Friend-shoring) ที่รัฐบาลสหรัฐฯ ผลักดันอย่างจริงจัง

ตัวอย่างความร่วมมือที่เป็นไปได้ เช่น

  • ภาคเกษตรและอาหาร: ไทยสามารถนำเข้าสินค้าเกษตรจากสหรัฐฯ เพื่อแปรรูปและส่งออกต่อไปยังตลาดโลก
  • อุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูง: ไทยเป็นฐานผลิต Hard Disk Drive รายใหญ่ของโลก ซึ่งเกี่ยวข้องโดยตรงกับการพัฒนา Data Center และ AI ของสหรัฐฯ
  • ข้อเรียกร้องต่อสหรัฐ: เดินหน้าเจรจา สร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจร่วมกัน

รัฐบาลไทยแสดงความหวังว่า ฝ่ายสหรัฐฯ ภายใต้การนำของประธานาธิบดีทรัมป์ จะพิจารณาผลกระทบในวงกว้าง และหันมาเน้นความร่วมมือทางเศรษฐกิจในระยะยาว แทนการใช้มาตรการกีดกันการค้าเพียงฝ่ายเดียว


แชร์
รวมทางฝ่ากำแพงภาษีทรัมป์ ‘เจรจา-ถอย-สู้’  รัฐบาลไทยจะเดินทางไหน?