มาตรการ "Reciprocal Tariffs" ของสหรัฐฯ ที่เคยเป็นเพียงแรงกดดันทางนโยบาย บัดนี้ได้กลายเป็นความจริงสำหรับไทย โดยถูกเรียกเก็บภาษีนำเข้าเพิ่มสูงถึง 37% จุดชนวนความไม่แน่นอนรอบใหม่ที่อาจสั่นคลอนความสัมพันธ์ทางการค้า และสร้างแรงกระแทกต่อเศรษฐกิจไทยในหลายมิติ
ด้วยมูลค่าการส่งออกจากไทยไปสหรัฐฯ สูงถึง 1.9 ล้านล้านบาทในปี 2567 หรือคิดเป็น 18.2% ของมูลค่าส่งออกทั้งหมด การขึ้นภาษีในระดับนี้ไม่ใช่แค่ต้นทุนที่สูงขึ้น แต่คือ แรงกระแทกต่อเส้นเลือดใหญ่ของเศรษฐกิจไทย
นี่ไม่ใช่แค่ “ภาษี” แต่นี่คือ สัญญาณเตือนแรง ว่าไทยต้องรีบ “เปลี่ยนเกม” และ “ปรับตัว” ให้ทันกับสนามการค้าโลกที่กำลังกำหนดกติกาใหม่
ในบทความนี้ SPOTLIGHT ชวนคุณอ่านบทวิเคราะห์ล่าสุดจาก KResearch ว่า ภาษีตอบโต้ของทรัมป์จะกระทบไทยในมิติใดบ้าง? และ เรามีทางเลือกอะไรในการรับมือกับแรงสั่นสะเทือนครั้งนี้?
ภายใต้แรงกดดันจากมาตรการภาษีตอบโต้ของสหรัฐฯ KResearch ได้ปรับลดคาดการณ์การเติบโตของเศรษฐกิจไทยในปี 2568 อย่างมีนัยสำคัญ จากเดิมที่คาดว่าจะขยายตัว 2.4% เหลือเพียง 1.4% โดยมองว่าแม้เศรษฐกิจไทยจะยังไม่เข้าสู่ภาวะถดถอยเต็มรูปแบบ (Recession) ที่ GDP หดตัวตลอดทั้งปี แต่มีความเสี่ยงชัดเจนที่จะเกิด “แฟลชรีเซสชั่น” (Flash Recession) หรือภาวะเศรษฐกิจหดตัวในระดับไตรมาส (Quarter-on-Quarter) หากเศรษฐกิจไทยหดตัวต่อเนื่องสองไตรมาสติดกัน
ปัจจัยสำคัญที่ฉุดรั้ง GDP มาจากภาคการผลิตและการส่งออกที่เผชิญแรงกดดันเชิงโครงสร้างอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะกลุ่มอุตสาหกรรมที่พึ่งพาการส่งออกไปยังสหรัฐฯ ซึ่งได้รับผลกระทบโดยตรงจากการขึ้นภาษีนำเข้า ส่งผลให้ KResearch ปรับลดคาดการณ์ดัชนีผลผลิตอุตสาหกรรม (MPI) ในปี 2568 จากเดิม -1% ลงมาอยู่ที่ -3.4%
แนวโน้มการชะลอตัวของภาคการผลิตเริ่มปรากฏตั้งแต่ต้นปี โดยในช่วงเดือนมกราคม–กุมภาพันธ์ 2568 ดัชนี MPI หดตัว -2.5% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน (YoY) สะท้อนถึงแรงกดดันที่กำลังก่อตัวและมีแนวโน้มจะรุนแรงขึ้นในช่วงเวลาที่เหลือของปี
KResearch ประเมินว่า มาตรการภาษีตอบโต้ของสหรัฐฯ ในอัตราเฉลี่ย 37% จะส่งผลให้ไทยสูญเสียมูลค่าการส่งออกในปี 2568 สูงถึง 12,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ หรือราว 400,000 ล้านบาท แบ่งออกเป็นผลกระทบ 2 ด้านหลัก ได้แก่:
KResearch ยังได้จำลองผลกระทบของการเก็บภาษีนำเข้าในระดับต่าง ๆ โดยพบว่า:
ตัวเลขเหล่านี้สะท้อนให้เห็นถึงความเปราะบางของภาคการส่งออกไทยที่ต้องเผชิญกับแรงกระแทกจากนโยบายการค้าที่เข้มข้นขึ้นของสหรัฐฯ ซึ่งอาจส่งผลลามไปยังภาคการผลิต การจ้างงาน และการเติบโตของเศรษฐกิจโดยรวมในปี 2568
ทั้งนี้ นางสาวเกวลิน หวังพิชญสุข รองกรรมการผู้จัดการ K Research กล่าวว่า แม้ภาคการผลิตและส่งออกของไทยจะได้รับผลกระทบเป็นวงกว้าง อุตสาหกรรมต่างๆ จะได้รับผลกระทบไม่เท่ากัน ขึ้นอยู่กับโครงสร้างต้นทุน ลักษณะสินค้า และบทบาทของไทยในห่วงโซ่อุปทานโลก
โดย ‘กลุ่มที่ได้รับผลกระทบสูง’ และเสียเปรียบด้านภาษีอย่างชัดเจน ได้แก่
ด้าน ‘กลุ่มที่กระทบน้อย’ หรืออาจได้เปรียบ และยังมีช่องให้ปรับตัว เพราะยังพอมีจุดแข็งที่ช่วยลดแรงกระแทกหรืออาจสร้างโอกาสใหม่ได้ ได้แก่
ทั้งนี้ ผลกระทบที่เกิดขึ้นในแต่ละอุตสาหกรรมจะไม่เท่ากันในรายละเอียด ขึ้นอยู่กับระดับการพึ่งพาตลาดสหรัฐฯ ความสามารถในการกระจายตลาด ตลอดจนศักยภาพในการปรับตัวของผู้ประกอบการแต่ละราย
ด้านการท่องเที่ยวที่เป็นอีกหนึ่งเครื่องยนต์หลักของเศรษฐกิจไทยก็ไม่สามารถเป็นแรงส่งได้ดีนัก โดย KResearch ปรับลดประมาณการจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติที่เดินทางเข้าไทยในปี 2568 ลงเหลือ 35.9 ล้านคน จากเดิมที่คาดไว้สูงกว่า เนื่องจากในไตรมาสแรกของปีจำนวนนักท่องเที่ยวจากตลาดหลัก 3 ประเทศลดลงอย่างมีนัยสำคัญ
ปัจจัยสำคัญที่กระทบต่อภาคการท่องเที่ยวในช่วงต้นปีคือ เหตุการณ์แผ่นดินไหว ซึ่งส่งผลให้จำนวนนักท่องเที่ยวจีน ซึ่งเป็นตลาดอันดับ 1 ของไทย ลดลงมากที่สุด
ข้อมูลจำนวนนักท่องเที่ยวในไตรมาสแรกของปี 2568 (1Q2025) เทียบกับปีก่อน (%YoY) พบว่า:
แนวโน้มการชะลอตัวของนักท่องเที่ยวจากตลาดสำคัญ โดยเฉพาะจีนและเกาหลีใต้ อาจกดดันรายได้จากการท่องเที่ยวในปีนี้ แม้จำนวนนักท่องเที่ยวโดยรวมจะยังเติบโตในภาพใหญ่ แต่การฟื้นตัวในเชิงคุณภาพและกำลังใช้จ่ายอาจยังไม่มั่นคงเท่าที่คาด
KResearch แนะนำว่า ในสถานการณ์ที่มาตรการภาษีตอบโต้ของสหรัฐฯ เริ่มส่งผลกระทบชัดเจนต่อเศรษฐกิจไทย รัฐบาลควรแสดงท่าทีเชิงรุกและดำเนินการอย่างเป็นรูปธรรม เพื่อบรรเทาผลกระทบที่อาจขยายวงกว้าง โดยควรเร่งดำเนินการใน 3 แนวทางหลักดังนี้
ด้านนโยบายการคลัง KResearch มองว่า ไทยยังมี “ช่องว่าง” ในการใช้เครื่องมือ เพราะระดับหนี้สาธารณะยังต่ำกว่า 70% ของ GDP ซึ่งถือเป็นระดับที่ยังปลอดภัยตามเกณฑ์สากล
อย่างไรก็ตาม คำถามสำคัญคือ จะใช้ทรัพยากรที่เหลืออยู่นี้ไปกับอะไร?
การตัดสินใจในจุดนี้จะส่งผลต่อเสถียรภาพทางการคลังและความเชื่อมั่นจากนักลงทุนในระยะยาว
สำหรับธุรกิจทั่วไป K Research มองว่า ท่ามกลางภาวะที่มีปัจจัยลบรุมเร้า ภาคเอกชนไทยจำเป็นต้องเร่งปรับกลยุทธ์เพื่อรักษาขีดความสามารถในการแข่งขันและลดความเสี่ยงระยะยาว โดยมีข้อเสนอแนะแนวทางการปรับตัวดังนี้
มาตรการภาษีของสหรัฐฯ คือสัญญาณที่ชัดเจนว่าโลกการค้าเสรีในอดีตอาจไม่หวนกลับมา ประเทศไทยจึงต้องเร่งปรับตัวทั้งในระดับนโยบายและระดับธุรกิจ รัฐบาลควรแสดงจุดยืนที่ชัดเจนในการเจรจาการค้า ดำเนินนโยบายการคลังอย่างชาญฉลาด ขณะเดียวกัน ภาคเอกชนต้องเร่งกระจายตลาด ลดการพึ่งพาตลาดใดตลาดหนึ่ง และพัฒนาขีดความสามารถของตนเอง
หากทำได้ครบและทัน ไทยจะไม่เพียงแค่ “รับมือ” กับแรงกระแทกครั้งนี้ แต่ยังสามารถ “ตั้งหลัก” เพื่อเติบโตในระเบียบเศรษฐกิจโลกใหม่อย่างยั่งยืน