Logo site Amarintv 34HD
Logo LiveSearch
Search
Logo Live
Logo site Amarintv 34HD
ช่องทางติดตาม AMARINTV
  • facebook AMARIN TV 34 HD
  • x AMARIN TV 34 HD
  • line AMARIN TV 34 HD
  • youtube AMARIN TV 34 HD
  • instagram AMARIN TV 34 HD
  • tiktok AMARIN TV 34 HD
  • RSS Feed AMARIN TV 34 HD
กสิกรฯ ชี้ "ภาษีทรัมป์" ฉุด GDP ไทยร่วงเหลือ 1.4% ส่งออกวูบ 4 แสนล้าน
โดย : กองบรรณาธิการ SPOTLIGHT

กสิกรฯ ชี้ "ภาษีทรัมป์" ฉุด GDP ไทยร่วงเหลือ 1.4% ส่งออกวูบ 4 แสนล้าน

4 เม.ย. 68
19:46 น.
แชร์

มาตรการ "Reciprocal Tariffs" ของสหรัฐฯ ที่เคยเป็นเพียงแรงกดดันทางนโยบาย บัดนี้ได้กลายเป็นความจริงสำหรับไทย โดยถูกเรียกเก็บภาษีนำเข้าเพิ่มสูงถึง 37% จุดชนวนความไม่แน่นอนรอบใหม่ที่อาจสั่นคลอนความสัมพันธ์ทางการค้า และสร้างแรงกระแทกต่อเศรษฐกิจไทยในหลายมิติ

ด้วยมูลค่าการส่งออกจากไทยไปสหรัฐฯ สูงถึง 1.9 ล้านล้านบาทในปี 2567 หรือคิดเป็น 18.2% ของมูลค่าส่งออกทั้งหมด การขึ้นภาษีในระดับนี้ไม่ใช่แค่ต้นทุนที่สูงขึ้น แต่คือ แรงกระแทกต่อเส้นเลือดใหญ่ของเศรษฐกิจไทย

นี่ไม่ใช่แค่ “ภาษี” แต่นี่คือ สัญญาณเตือนแรง ว่าไทยต้องรีบ “เปลี่ยนเกม” และ “ปรับตัว” ให้ทันกับสนามการค้าโลกที่กำลังกำหนดกติกาใหม่

ในบทความนี้ SPOTLIGHT ชวนคุณอ่านบทวิเคราะห์ล่าสุดจาก KResearch ว่า ภาษีตอบโต้ของทรัมป์จะกระทบไทยในมิติใดบ้าง? และ เรามีทางเลือกอะไรในการรับมือกับแรงสั่นสะเทือนครั้งนี้?

ภาษีทรัมป์กด GDP ปี 68 เหลือ 1.4% ภาคอุตสาหกรรมชะลอตัวหนัก

ภายใต้แรงกดดันจากมาตรการภาษีตอบโต้ของสหรัฐฯ KResearch ได้ปรับลดคาดการณ์การเติบโตของเศรษฐกิจไทยในปี 2568 อย่างมีนัยสำคัญ จากเดิมที่คาดว่าจะขยายตัว 2.4% เหลือเพียง 1.4% โดยมองว่าแม้เศรษฐกิจไทยจะยังไม่เข้าสู่ภาวะถดถอยเต็มรูปแบบ (Recession) ที่ GDP หดตัวตลอดทั้งปี แต่มีความเสี่ยงชัดเจนที่จะเกิด “แฟลชรีเซสชั่น” (Flash Recession) หรือภาวะเศรษฐกิจหดตัวในระดับไตรมาส (Quarter-on-Quarter) หากเศรษฐกิจไทยหดตัวต่อเนื่องสองไตรมาสติดกัน

ปัจจัยสำคัญที่ฉุดรั้ง GDP มาจากภาคการผลิตและการส่งออกที่เผชิญแรงกดดันเชิงโครงสร้างอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะกลุ่มอุตสาหกรรมที่พึ่งพาการส่งออกไปยังสหรัฐฯ ซึ่งได้รับผลกระทบโดยตรงจากการขึ้นภาษีนำเข้า ส่งผลให้ KResearch ปรับลดคาดการณ์ดัชนีผลผลิตอุตสาหกรรม (MPI) ในปี 2568 จากเดิม -1% ลงมาอยู่ที่ -3.4%

แนวโน้มการชะลอตัวของภาคการผลิตเริ่มปรากฏตั้งแต่ต้นปี โดยในช่วงเดือนมกราคม–กุมภาพันธ์ 2568 ดัชนี MPI หดตัว -2.5% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน (YoY) สะท้อนถึงแรงกดดันที่กำลังก่อตัวและมีแนวโน้มจะรุนแรงขึ้นในช่วงเวลาที่เหลือของปี

เมื่อภาษีเปลี่ยนเกมการค้า: การส่งออกไทยจะได้รับผลกระทบอย่างไร?

KResearch ประเมินว่า มาตรการภาษีตอบโต้ของสหรัฐฯ ในอัตราเฉลี่ย 37% จะส่งผลให้ไทยสูญเสียมูลค่าการส่งออกในปี 2568 สูงถึง 12,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ หรือราว 400,000 ล้านบาท แบ่งออกเป็นผลกระทบ 2 ด้านหลัก ได้แก่:

  • ผลกระทบทางตรง (67%): เกิดจากสินค้าที่พึ่งพาตลาดสหรัฐฯ เป็นหลัก และ/หรือถูกเก็บภาษีในอัตราที่สูงกว่าคู่แข่งในตลาดเดียวกัน สินค้าที่ได้รับผลกระทบรุนแรง ได้แก่ ชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ อุปกรณ์ไฟฟ้า ยานยนต์และชิ้นส่วน ยางล้อ ข้าว กุ้ง ปลา อาหารสัตว์เลี้ยง และเครื่องประดับ
  • ผลกระทบทางอ้อม (33%): เกิดจากการลดคำสั่งซื้อของประเทศอื่นในห่วงโซ่อุปทาน เช่น ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ และเวียดนาม ที่ได้รับผลกระทบทางการค้าและหันไปหาแหล่งผลิตอื่นแทนไทย รวมถึงการแข่งขันที่ทวีความรุนแรงขึ้นในตลาดโลก โดยเฉพาะจากจีน ซึ่งส่งผลกระทบต่อสินค้าไทยในกลุ่มรถยนต์และชิ้นส่วน พลาสติกและโพลิเมอร์ เคมีภัณฑ์ เฟอร์นิเจอร์ อุปกรณ์ไฟฟ้า ของเล่น และน้ำมันสำเร็จรูป

KResearch ยังได้จำลองผลกระทบของการเก็บภาษีนำเข้าในระดับต่าง ๆ โดยพบว่า:

  • หากเก็บภาษีในอัตรา 10%: การส่งออกไทยไปสหรัฐฯ จะลดลง 0.3% และการส่งออกโดยรวมจะลดลง 0.8%
  • หากเก็บภาษีในอัตรา 25%: การส่งออกไทยไปสหรัฐฯ จะลดลง 0.8% และการส่งออกโดยรวมจะลดลง 1.3%
  • หากเก็บภาษีในอัตรา 37%: การส่งออกไทยไปสหรัฐฯ จะลดลงถึง 2.6% และการส่งออกโดยรวมจะหดตัว 3.8%

ตัวเลขเหล่านี้สะท้อนให้เห็นถึงความเปราะบางของภาคการส่งออกไทยที่ต้องเผชิญกับแรงกระแทกจากนโยบายการค้าที่เข้มข้นขึ้นของสหรัฐฯ ซึ่งอาจส่งผลลามไปยังภาคการผลิต การจ้างงาน และการเติบโตของเศรษฐกิจโดยรวมในปี 2568

อุตสาหกรรมใดเจ็บตัวหนัก? ใครยังพอมีทางรอด?

ทั้งนี้ นางสาวเกวลิน หวังพิชญสุข รองกรรมการผู้จัดการ K Research กล่าวว่า แม้ภาคการผลิตและส่งออกของไทยจะได้รับผลกระทบเป็นวงกว้าง อุตสาหกรรมต่างๆ จะได้รับผลกระทบไม่เท่ากัน ขึ้นอยู่กับโครงสร้างต้นทุน ลักษณะสินค้า และบทบาทของไทยในห่วงโซ่อุปทานโลก

โดย ‘กลุ่มที่ได้รับผลกระทบสูง’ และเสียเปรียบด้านภาษีอย่างชัดเจน ได้แก่

  • กลุ่มผู้ประกอบการที่พึ่งพาการนำเข้าสินค้าทุนและวัตถุดิบจากต่างประเทศเป็นหลัก ซึ่งการขึ้นภาษีส่งผลโดยตรงต่อต้นทุนการผลิตและความสามารถในการแข่งขัน
  • อุตสาหกรรมที่ไม่มีข้อได้เปรียบเชิงโครงสร้าง เช่น ผู้ส่งออกทั่วไปที่ต้องแข่งขันกับประเทศที่มีต้นทุนการผลิตต่ำกว่าอย่างจีนหรือเวียดนาม เพราะในกรณีที่สินค้าไทยถูกเก็บภาษีในระดับเดียวกับประเทศคู่แข่ง แต่ไม่มีแต้มต่อด้านราคา ย่อมกลายเป็นฝ่ายเสียเปรียบโดยปริยาย

ด้าน ‘กลุ่มที่กระทบน้อย’ หรืออาจได้เปรียบ และยังมีช่องให้ปรับตัว เพราะยังพอมีจุดแข็งที่ช่วยลดแรงกระแทกหรืออาจสร้างโอกาสใหม่ได้ ได้แก่

  • ฮาร์ดดิสก์ไดรฟ์ (HDD): ไทยยังเป็นหนึ่งในฐานการผลิตสำคัญของโลก โดยมีบทบาทเชิงยุทธศาสตร์ในห่วงโซ่อุปทานระดับโลก ทำให้มาตรการภาษีของสหรัฐฯ มีแนวโน้มกระทบน้อย
  • เครื่องปรับอากาศ: ไทยเป็นผู้ส่งออกรายใหญ่อันดับสองของโลกรองจากจีน แม้จะถูกเก็บภาษีเพิ่มขึ้น แต่สหรัฐฯ ยังต้องพึ่งพาการนำเข้าสินค้าประเภทนี้อยู่มาก
  • อาหารและเครื่องดื่ม: อยู่ในหมวดสินค้าจำเป็นที่ความต้องการยังคงแข็งแรง แม้เศรษฐกิจโลกจะชะลอตัว อีกทั้งไทยยังมีศักยภาพด้านมาตรฐานและภาพลักษณ์สินค้าอาหารที่ดีในตลาดโลก

ทั้งนี้ ผลกระทบที่เกิดขึ้นในแต่ละอุตสาหกรรมจะไม่เท่ากันในรายละเอียด ขึ้นอยู่กับระดับการพึ่งพาตลาดสหรัฐฯ ความสามารถในการกระจายตลาด ตลอดจนศักยภาพในการปรับตัวของผู้ประกอบการแต่ละราย

KResearch หั่นเป้านักท่องเที่ยวต่างชาติปี 2568 เหลือ 35.9 ล้านคน

ด้านการท่องเที่ยวที่เป็นอีกหนึ่งเครื่องยนต์หลักของเศรษฐกิจไทยก็ไม่สามารถเป็นแรงส่งได้ดีนัก โดย KResearch ปรับลดประมาณการจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติที่เดินทางเข้าไทยในปี 2568 ลงเหลือ 35.9 ล้านคน จากเดิมที่คาดไว้สูงกว่า เนื่องจากในไตรมาสแรกของปีจำนวนนักท่องเที่ยวจากตลาดหลัก 3 ประเทศลดลงอย่างมีนัยสำคัญ

ปัจจัยสำคัญที่กระทบต่อภาคการท่องเที่ยวในช่วงต้นปีคือ เหตุการณ์แผ่นดินไหว ซึ่งส่งผลให้จำนวนนักท่องเที่ยวจีน ซึ่งเป็นตลาดอันดับ 1 ของไทย ลดลงมากที่สุด

ข้อมูลจำนวนนักท่องเที่ยวในไตรมาสแรกของปี 2568 (1Q2025) เทียบกับปีก่อน (%YoY) พบว่า:

  • นักท่องเที่ยวรวมทุกสัญชาติ: เพิ่มขึ้น 2%
  • นักท่องเที่ยวจีน (อันดับ 1): ลดลง 24%
  • นักท่องเที่ยวมาเลเซีย (อันดับ 2): ลดลง 1%
  • นักท่องเที่ยวเกาหลีใต้ (อันดับ 5): ลดลง 11%

แนวโน้มการชะลอตัวของนักท่องเที่ยวจากตลาดสำคัญ โดยเฉพาะจีนและเกาหลีใต้ อาจกดดันรายได้จากการท่องเที่ยวในปีนี้ แม้จำนวนนักท่องเที่ยวโดยรวมจะยังเติบโตในภาพใหญ่ แต่การฟื้นตัวในเชิงคุณภาพและกำลังใช้จ่ายอาจยังไม่มั่นคงเท่าที่คาด

KResearch แนะไทยเดินเกมรุก เจรจาเชิงรุกลดแรงกระแทกจากภาษีตอบโต้สหรัฐฯ

KResearch แนะนำว่า ในสถานการณ์ที่มาตรการภาษีตอบโต้ของสหรัฐฯ เริ่มส่งผลกระทบชัดเจนต่อเศรษฐกิจไทย รัฐบาลควรแสดงท่าทีเชิงรุกและดำเนินการอย่างเป็นรูปธรรม เพื่อบรรเทาผลกระทบที่อาจขยายวงกว้าง โดยควรเร่งดำเนินการใน 3 แนวทางหลักดังนี้

  • สร้างความเชื่อมั่นทางนโยบาย รัฐบาลต้องส่งสัญญาณชัดเจนว่า “ภาษีตอบโต้” เป็นวาระเร่งด่วนระดับชาติ พร้อมแสดงจุดยืนที่ชัดเจนและความจริงจังในการจัดการกับปัญหานี้ เพื่อเรียกความเชื่อมั่นจากนักลงทุนและภาคเอกชน
  • ประกาศไทม์ไลน์การเจรจา โดยควรมีกรอบเวลาการดำเนินงานที่ชัดเจน เช่น ช่วงเริ่มต้นการเจรจา ขั้นตอนในการดำเนินการ และมาตรการที่อยู่ในมือรัฐบาล เพื่อให้ทุกฝ่ายสามารถประเมินสถานการณ์และเตรียมการได้ทันเวลา
  • เปิดเวทีหารือร่วมกับภาคเอกชน ควรเชิญผู้แทนภาคอุตสาหกรรมและผู้ส่งออกที่ได้รับผลกระทบโดยตรงมาให้ข้อมูล และร่วมกำหนดท่าทีในการเจรจากับสหรัฐฯ เพื่อให้เกิดแนวทางที่สะท้อนข้อเท็จจริงทางเศรษฐกิจและได้รับการสนับสนุนจากทุกภาคส่วน

ด้านนโยบายการคลัง KResearch มองว่า ไทยยังมี “ช่องว่าง” ในการใช้เครื่องมือ เพราะระดับหนี้สาธารณะยังต่ำกว่า 70% ของ GDP ซึ่งถือเป็นระดับที่ยังปลอดภัยตามเกณฑ์สากล

อย่างไรก็ตาม คำถามสำคัญคือ จะใช้ทรัพยากรที่เหลืออยู่นี้ไปกับอะไร?

  • จะเน้นไปที่การ เยียวยาระยะสั้น ให้ภาคธุรกิจและประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากภาษีสหรัฐฯ
  • หรือจะวางแผนใช้ทรัพยากรเพื่อ ปรับโครงสร้างเศรษฐกิจไทยระยะยาว ซึ่งเป็นโจทย์ที่ยังค้างอยู่?

การตัดสินใจในจุดนี้จะส่งผลต่อเสถียรภาพทางการคลังและความเชื่อมั่นจากนักลงทุนในระยะยาว

ภาคธุรกิจไทยควรปรับตัวอย่างไร: กลยุทธ์สู่ความอยู่รอด

สำหรับธุรกิจทั่วไป K Research มองว่า ท่ามกลางภาวะที่มีปัจจัยลบรุมเร้า ภาคเอกชนไทยจำเป็นต้องเร่งปรับกลยุทธ์เพื่อรักษาขีดความสามารถในการแข่งขันและลดความเสี่ยงระยะยาว โดยมีข้อเสนอแนะแนวทางการปรับตัวดังนี้

  • เพิ่มประสิทธิภาพการผลิต (Productivity): ลดต้นทุน สร้างมูลค่าเพิ่มให้กับสินค้าและบริการ
  • พัฒนาสินค้าให้ตอบโจทย์ตลาด: ใช้จุดแข็งของสินค้าหรือบริการไทยให้ตรงกับความต้องการตลาดโลก
  • กระจายตลาดส่งออก: หลีกเลี่ยงการพึ่งพาตลาดสหรัฐฯ เพียงแห่งเดียว โดยเน้นตลาดที่ไม่ได้รับผลกระทบโดยตรงจากสงครามการค้า เช่น อินเดีย, ตะวันออกกลาง, และ ตลาดเกิดใหม่ในเอเชีย
  • พิจารณาแหล่งนำเข้าหรือพันธมิตรใหม่ (Sourcing): เพื่อบริหารต้นทุนในห่วงโซ่อุปทาน
  • สำรวจโอกาสในฐานะผู้นำเข้า: หากสหรัฐฯ กลายเป็นแหล่งนำเข้าที่มีต้นทุนลดลง อาจใช้ประโยชน์ในฐานะผู้ซื้อวัตถุดิบหรือสินค้าทุนบางประเภท

มาตรการภาษีของสหรัฐฯ คือสัญญาณที่ชัดเจนว่าโลกการค้าเสรีในอดีตอาจไม่หวนกลับมา ประเทศไทยจึงต้องเร่งปรับตัวทั้งในระดับนโยบายและระดับธุรกิจ รัฐบาลควรแสดงจุดยืนที่ชัดเจนในการเจรจาการค้า ดำเนินนโยบายการคลังอย่างชาญฉลาด ขณะเดียวกัน ภาคเอกชนต้องเร่งกระจายตลาด ลดการพึ่งพาตลาดใดตลาดหนึ่ง และพัฒนาขีดความสามารถของตนเอง

หากทำได้ครบและทัน ไทยจะไม่เพียงแค่ “รับมือ” กับแรงกระแทกครั้งนี้ แต่ยังสามารถ “ตั้งหลัก” เพื่อเติบโตในระเบียบเศรษฐกิจโลกใหม่อย่างยั่งยืน


แชร์
กสิกรฯ ชี้ "ภาษีทรัมป์" ฉุด GDP ไทยร่วงเหลือ 1.4% ส่งออกวูบ 4 แสนล้าน