ปีนี้ไม่มี SSF แล้วซื้ออะไรดี ? ผมคิดว่าหลายคนอาจจะมีคำถามนี้ขึ้นมา และถ้าหันไปมองกองทุน LTF ที่ยังไม่ขาย (ถ้ามี) ก็คงเกิดความสับสนว่าเอายังไงต่อดี เพราะไม่นานมานี้ก็มีข่าวแว่ว ๆ มาว่า กระทรวงการคลังจะเสนอให้แปลง “LTF”เป็น Thai ESGX ลดหย่อนภาษีได้อีกรอบแล้วให้ถือต่ออีก 5 ปี
เอาเป็นว่าเรามาดูสิ่งที่ควบคุมได้ในปีนี้กันก่อนครับ นั่นคือ เงินในกระเป๋าที่เรามี และทางเลือกในการลดหย่อนภาษีสำหรับปี 2568 นี้ (ณ เดือนมีนาคม) ว่ามีอะไรบ้าง ?
จากรูปจะเห็นว่าทางเลือกในกองทุนรวมลดหย่อนภาษีนั้นมีอยู่ 2 กองทุน คือ TESG และ RMF ซึ่งกำหนดเงื่อนไขไว้ดังรูป โดยมีรายละเอียดที่น่าสนใจเพิ่มเติมตามนี้
RMF
- กองทุนรวม RMF สามารถนำมาลดหย่อนภาษีได้สูงสุด 30% ของเงินได้ต่อปี แต่ไม่เกิน 500,000 บาท โดยต้องคำนวณรวมกับกองทุนประเภทอื่นๆ คือ กองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ (กบข.) กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ กองทุนสงเคราะห์ครูเอกชน ประกันชีวิตแบบบำนาญ และกองทุนการออมแห่งชาติ (กอช.) โดยมีสิทธิ์ลดหย่อนสูงสุดของกลุ่มนี้รวมกันทั้งหมดแล้วต้องไม่เกิน 500,000 บาท
- การลงทุนในกองทุนรวม RMF ต้องทำอย่างต่อเนื่องอย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง โดยไม่มีขั้นต่ำ และสามารถขายได้เมื่ออายุ 55 ปี และลงทุนมาแล้วไม่น้อยกว่า 5 ปี
TESG
- วงเงินลดหย่อนภาษี สำหรับปี 2567 – 2569 สามารถลดหย่อนได้ 30% ของเงินได้ที่ต้องเสียภาษี สูงสุด 300,000 บาท โดยต้องถือครอง 5 ปีเต็มแบบวันชนวัน
- ไม่มีกำหนดจำนวนเงินขั้นต่ำในการซื้อ และวงเงินในการซื้อกองทุน TESG จะไม่ถูกนับรวมกับกองทุนประเภทอื่นๆ ที่ลดหย่อนภาษีเพื่อการเกษียณเหมือน RMF แยกเป็นสิทธิ์ในการลดหย่อนภาษีแยกต่างหาก
- ไม่จำเป็นต้องซื้อกองทุน TESG ต่อเนื่องทุกปี ซื้อปีไหนสามารถใช้สิทธิ์ลดหย่อนภาษีในปีนั้นได้เลย
เมื่อเราเข้าใจเงื่อนไขการลดหย่อนภาษีกันแล้ว ทีนี้เรามาดูกันต่อที่ วิธีเลือกกองทุนลดหย่อนภาษี ที่เหมาะสมกับเรากันบ้างครับ
การเลือกกองทุนรวมเพื่อลดหย่อนภาษีนั้น มีหลักการคล้ายกับการเลือกกองทุนรวมทั่วไปครับ แต่มีปัจจัยสำคัญที่เราควรพิจารณาเพิ่มเติมดังนี้
- เลือกกองทุนที่เหมาะสมกับความต้องการ : การเลือกกองทุนรวมที่เหมาะสมกับความต้องการและความสนใจของเรานั้นสำคัญมาก โดยควรพิจารณานโยบายการลงทุน กลยุทธ์ในการบริหารจัดการกองทุน และผลตอบแทนที่กองทุนสามารถทำได้อย่างสม่ำเสมอในระยะยาว
เนื่องจากเป็นกองทุนลดหย่อนภาษีที่มีระยะเวลากำหนดไว้ ในอีกมุมหนึ่ง ผมคิดว่าควรพิจารณาร่วมกันระหว่างเป้าหมายการเงินที่เรามี กับระยะเวลาที่กฎหมายกำหนดก็จะช่วยได้มาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งการใช้ RMF เป็นส่วนนึงในการวางแผนเป้าหมายเกษียณครับ
- จัดสัดส่วนการลงทุนให้เหมาะสม : การจัดสรรเงินลงทุนในกองทุนต่างๆ อย่างเหมาะสมเป็นสิ่งสำคัญไม่แพ้กัน โดยควรกระจายความเสี่ยงในการลงทุน อย่าลงทุนในกองทุนประเภทเดียวกันมากเกินไป เพื่อลดความเสี่ยงจากความผันผวนของตลาด ประกอบกับกระจายการลงทุนให้เหมาะสมกับระดับความเสี่ยงที่เรารับได้
- ค่าธรรมเนียมที่เหมาะสม : ค่าธรรมเนียมในการบริหารจัดการกองทุนที่ต่ำกว่า เป็นปัจจัยที่ควรนำมาพิจารณา แต่ก็ต้องพิจารณาร่วมกับความสามารถในการบริหารจัดการด้วยครับ หากกองทุนมีผลตอบแทนที่ดี และค่าธรรมเนียมที่เหมาะสม ก็ถือว่าเป็นทางเลือกที่ดีในการลงทุน
สิ่งสำคัญที่สุด คือ การศึกษาข้อมูลของกองทุนที่เราสนใจอย่างละเอียดก่อนตัดสินใจลงทุน ไม่ควรลงทุนเพียงเพราะต้องการลดหย่อนภาษี เพราะการลงทุนโดยขาดความรู้ อาจทำให้ไม่บรรลุเป้าหมายทางการเงิน และอาจส่งผลเสียต่อฐานะทางการเงินในระยะยาวของเราได้เหมือนกัน