เปิดร่างกฎหมายกำหนดจริยธรรมงานวิจัยงานวิชาการ ห้ามผิดศีลธรรม ที่ ครม.ไฟเขียว

29 ส.ค. 67

ครม. ไฟเขียวร่างพระราชกฤษฎีกา ว่าด้วยหลักเกณฑ์การวิจัยและข้อกําหนดจริยธรรมการวิจัยซึ่งมีปัญหากับ หลักศาสนา วัฒนธรรม จารีตประเพณี หรือศีลธรรมอันดีของประชาชน พ.ศ. ....

เมื่อวันที่ 27 สิงหาคม 2567 คณะรัฐมนตรี (ครม.) ที่มีนายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรี รักษาการนายกรัฐมนตรี เป้นประธานการประชุม ได้มีมติเห็นชอบร่างพระราชกฤษฎีกาว่าด้วยหลักเกณฑ์การวิจัยและข้อกําหนดจริยธรรมการวิจัยซึ่งมีปัญหากับหลักศาสนา วัฒนธรรม จารีตประเพณี หรือศีลธรรมอันดีของประชาชน พ.ศ. .... ตามที่สภานโยบายการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมแห่งชาติ เสนอ

สาระสําคัญของร่างพระราชกฤษฎีกา โดยที่พระราชบัญญัติการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ การวิจัยและนวัตกรรม พ.ศ. 2562 มาตรา 33 บัญญัติให้คณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม โดยความเห็นชอบของสภานโยบายการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมแห่งชาติ กําหนดหลักเกณฑ์การวิจัยและข้อกําหนดจริยธรรมการวิจัยซึ่งมีปัญหากับหลักศาสนา วัฒนธรรม จารีตประเพณี หรือศีลธรรมอันดีของประชาชน โดยให้ตราเป็นพระราชกฤษฎีกา ประกอบกับการทําวิจัยและนวัตกรรมและการทดลองเพื่อประโยชน์ทางวิชาการในบางกรณีอาจก่อให้เกิดความขัดแย้งหรือละเมิดหลักการของศาสนา กระทบต่อจารีตประเพณีหรือศีลธรรมของท้องถิ่นหรือของชาติ ละเมิดศีลธรรม หรือเลือกปฏิบัติโดยไม่เป็นธรรม ซึ่งประเทศไทยยังไม่มีหลักเกณฑ์การวิจัยและข้อกําหนดจริยธรรมการวิจัย ซึ่งมีปัญหากับหลักศาสนา วัฒนธรรม จารีตประเพณี หรือศีลธรรมอันดีของประชาชน และไม่มีหน่วยงานเฉพาะในการกํากับดูแล ควบคุมซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อจริยธรรมการวิจัยของหน่วยงานในระบบวิจัยและนวัตกรรม ที่เป็นผู้ให้ทุนวิจัย และนักวิจัยที่ทําวิจัย ดังนั้น สํานักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) จึงมีความจําเป็น ต้องยกร่างพระราชกฤษฎีกาว่าด้วยหลักเกณฑ์การวิจัยและข้อกําหนดจริยธรรม การวิจัยซึ่งมีปัญหากับหลักศาสนา วัฒนธรรม จารีตประเพณีหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน พ.ศ. .... เพื่อกําหนดหลักเกณฑ์การวิจัยและข้อกําหนดจริยธรรมการวิจัย ซึ่งมีปัญหากับหลักศาสนา วัฒนธรรม จารีตประเพณี หรือศีลธรรมอันดีของประชาชน ให้มีความชัดเจน และยังเป็นการส่งเสริมการวิจัยให้มีคุณภาพและมาตรฐาน โดยมีสาระสําคัญ ดังนี้

istock-73213655

1. กําหนดคํานิยาม เช่น "การวิจัย" "นักวิจัย" "หน่วยงานในระบบวิจัยและนวัตกรรม" "จริยธรรมการวิจัย" และ "คณะกรรมการ" ให้มีความชัดเจนยิ่งขึ้น

2. คณะกรรมการพิจารณาการวิจัยซึ่งอาจมีปัญหากับหลักศาสนา วัฒนธรรม จารีตประเพณี หรือศีลธรรมอันดีของประชาชน
2.1 กําหนดให้คณะกรรมการฯ มีองค์ประกอบ ดังนี้ 1) ประธานกรรมการซึ่งเป็นผู้ทรงคุณวุฒิอย่างสูงด้านจริยธรรมการวิจัย ศาสนา วัฒนธรรม หรือจารีตประเพณี 2) กรรมการโดยตําแหน่ง ได้แก่ ปลัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ปลัดกระทรวงวัฒนธรรม นายกราชบัณฑิตยสภา และประธานกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม และ 3) กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิจํานวนไม่เกิน 5 คน ซึ่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมแต่งตั้งจากผู้มีความรู้ด้านต่าง ๆ
2.2 กําหนดให้คณะกรรมการฯ มีหน้าที่และอํานาจในการกําหนดลักษณะการวิจัยซึ่งมีปัญหากับหลักศาสนาฯ สอดส่องดูแลและให้คําแนะนําเกี่ยวกับการปฏิบัติ ตามพระราชกฤษฎีกานี้ และกําหนดหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขในการทําวิจัยซึ่งมีปัญหา กับหลักศาสนาฯ สําหรับการวิจัย รวมทั้งตีความและวินิจฉัยปัญหาที่เกิดจากการใช้บังคับ พระราชกฤษฎีกานี้
2.3 กําหนดคุณสมบัติและลักษณะต้องห้ามของกรรมการ วาระการดํารงตําแหน่ง การพ้นจากตําแหน่ง และองค์ประชุม
2.4 กําหนดให้ประธาน กรรมการ ประธานอนุกรรมการ อนุกรรมการ ได้รับเบี้ยประชุมและประโยชน์ตอบแทนอื่นตามพระราชกฤษฎีกาว่าด้วยเบี้ยประชุมกรรมการ

3. กําหนดลักษณะของการวิจัยซึ่งมีปัญหากับหลักศาสนาวัฒนธรรม จารีตประเพณีหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน ดังนี้
3.1 การวิจัยที่ขัดหรือแย้งหรือละเมิดหลักการสําคัญพื้นฐาน ของศาสนาใดศาสนาหนึ่งซึ่งเป็นที่ยอมรับกันโดยทั่วไปและน่าจะก่อให้เกิดความแตกแยก ความขัดแย้ง
3.2 การวิจัยซึ่งน่าจะก่อให้เกิดความแตกแยก ความขัดแย้ง การดูหมิ่นเกลียดชัง
การด้อยค่า การล้อเลียนวัฒนธรรม จารีตประเพณี หรือศีลธรรมอันดี ของท้องถิ่นหรือของชาติ หรือการวิจัยซึ่งเป็นปฏิปักษ์อย่างยิ่งต่อวัฒนธรรม หรือจารีตประเพณี ของท้องถิ่นหรือของชาติ
3.3 การวิจัยซึ่งขัดต่อศีลธรรมอันดีที่สําคัญของท้องถิ่นหรือประเทศอย่างชัดแจ้ง และน่าจะนําไปสู่การละเมิดศีลธรรมนั้นอย่างกว้างขวาง
3.4 การวิจัยซึ่งน่าจะก่อให้เกิดการเลือกปฏิบัติโดยไม่เป็นธรรม การแบ่งแยกเป็นฝักฝ่ายในท้องถิ่นหรือสังคม การด้อยค่าหรือละเมิดชีวิต ร่างกาย เกียรติยศ ชื่อเสียงของมนุษย์ ความเสมอภาค สิทธิ หรือเสรีภาพ
3.5 การวิจัยลักษณะอื่นตามที่คณะกรรมการกําหนด

4. กําหนดให้หน่วยงานในระบบวิจัยและนวัตกรรมและนักวิจัยดําเนินการวิจัยซึ่งมีปัญหากับ หลักศาสนาฯ ให้เป็นไปตามจริยธรรมการวิจัยทั่วไป หลักเกณฑ์ การวิจัย (เช่น รับฟังความคิดเห็นของผู้เกี่ยวข้อง จัดทําการวิเคราะห์ผลกระทบหรือความเสี่ยงที่เกิดขึ้น รวมทั้งความได้สัดส่วนระหว่างประโยชน์ที่เกิดขึ้น) และข้อกําหนดจริยธรรมการวิจัย (เช่น ต้องไม่สร้างความแตกแยก ละเมิดหลักสําคัญของศาสนา และไม่บิดเบือนข้อมูล)

5. กําหนดวิธีดําเนินการในกรณีที่มีเหตุอันควรสงสัยว่าโครงการวิจัยมีปัญหากับหลักศาสนาฯ
5.1 ให้หน่วยงานซึ่งให้ทุนวิจัยหรือหน่วยงานซึ่งได้รับทําการวิจัย หน่วยงานต้นสังกัดของนักวิจัย หรือนักวิจัยส่งงานวิจัยนั้น ให้คณะกรรมการเพื่อพิจารณาวินิจฉัย ซึ่งคณะกรรมการจะต้องพิจารณาให้เสร็จสิ้นภายใน 60 วันนับแต่วันที่ได้เรื่อง และอาจขยายระยะเวลาการพิจารณาได้ไม่เกิน 2 ครั้ง ครั้งละไม่เกิน 30 วัน แล้วให้แจ้งผลการพิจารณาวินิจฉัยไปยังหน่วยงานหรือนักวิจัย
5.2 เมื่อคณะกรรมการพิจารณาแล้ววินิจฉัยว่า การวิจัยมีปัญหากับหลักศาสนาฯ โดยหากการวิจัยนั้นร้ายแรง ให้คณะกรรมการมีคําสั่งให้ยุติการให้ทุนสนับสนุนการวิจัยและยุติการวิจัย และหากการวิจัยมีประโยชน์ทางวิชาการหรือวิชาชีพ ควรวิจัยต่อไปได้ ให้คณะกรรมการกําหนดหลักเกณฑ์ วิธีการและเงื่อนไขในการวิจัยและเผยแพร่ผลงานวิจัยเพื่อมิให้เกิดความเสียหายและให้หน่วยงานต้นสังกัดของนักวิจัยและนักวิจัยถือปฏิบัติได้
5.3 ในกรณีที่นักวิจัยหรือหน่วยงานไม่ปฏิบัติตามหลักเกณฑ์ การวิจัยหรือข้อกําหนดการวิจัย หรือคําวินิจฉัย หรือคําสั่งของคณะกรรมการ ให้คณะกรรมการแจ้ง หน่วยงานในระบบวิจัย หรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับศาสนาฯ เพื่อพิจารณาดําเนินการตามอํานาจหน้าที่ต่อไป และแจ้งหน่วยงานซึ่งมีหน้าที่และอํานาจในการให้ทุนระงับการให้ทุนแก่นักวิจัยหรือหน่วยงานที่ได้รับทุนวิจัย

ทั้งนี้ ร่างพระราชกฤษฎีกาดังกล่าวได้ผ่านความเห็นชอบจากคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมเมื่อวันที่ 19 กุมภาพันธ์ 2567

advertisement

advertisement

คุณอาจสนใจข่าวนี้

ข่าวยอดนิยม

ข่าวทั่วไป เป็นกระแส