ผู้นำของทั้งแคนาดาและเม็กซิโกต่างโทรศัพท์ถึงประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ของสหรัฐฯ ในสัปดาห์ที่ผ่านมา เพื่อหาทางออก หลังจากสหรัฐฯ ขึ้นภาษีนำเข้าจากทั้งสองประเทศ อย่างไรก็ตาม ดูเหมือนว่า ประธานาธิบดีของจีนจะยังไม่มีแผนที่จะโทรศัพท์ถึงทรัมป์ในเร็วๆนี้
รัฐบาลจีน ต่างจากพันธมิตรและประเทศเพื่อนบ้านใกล้ชิดของสหรัฐฯอย่างเม็กซิโกและแคนาดา เพราะจีนเผชิญกับสงครามการค้าและเทคโนโลยีกับสหรัฐฯ มาเป็นเวลาหลายปี และขณะนี้ รัฐบาลจีนกำลังเข้าหารัฐบาลทรัมป์ 2.0 ด้วยท่าทีที่ต่างออกไป เพราะจีนแสดงท่าทีชัดเจนว่า การเจรจาใดๆก็ตาม ต้องอยู่บนพื้นฐานของความเท่าเทียม
บรรดาผู้นำของรัฐบาลจีนประกาศว่า พวกเขาเปิดรับการเจรจา แต่รัฐบาลปักกิ่งก็ได้เตรียมพร้อมรับมือกับกำแพงภาษีของสหรัฐฯ ที่ปรับขึ้นอีก 20% นับตั้งแต่ทรัมป์เข้ารับตำแหน่งเมื่อเจ็ดสัปดาห์ก่อน โดยครั้งนี้ จีนตอบโต้ทันทีด้วยการเก็บภาษีนำเข้าสินค้าเกษตรจากสหรัฐฯ และสินค้าอื่น ๆในสัปดาห์ที่ผ่านมา
ซุน หยุน ผู้อำนวยการโครงการจีนแห่ง Stimson Center ในกรุงวอชิงตัน ระบุว่า “เมื่อสหรัฐฯ ขึ้นภาษี จีนไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากต้องตอบโต้ นั่นไม่ได้หมายความว่าจีนไม่ต้องการเจรจา แต่จีนไม่อาจแสดงท่าทีที่ดูเหมือนเป็นฝ่ายร้องขอการเจรจาหรือขอความเมตตา”
จีน ในฐานะมหาอำนาจเศรษฐกิจอันดับสองของโลก เป็นประเทศต้องการได้รับการยอมรับจากนานาชาติ โดยเฉพาะจากสหรัฐฯ เพื่อเป็นหลักฐานว่าพรรคคอมมิวนิสต์สามารถนำพาจีนไปสู่ความเจริญรุ่งเรืองและความแข็งแกร่งได้
หลังจากที่สหรัฐฯขึ้นภาษีเพิ่มอีก 10 % ในสัปดาห์ที่ผ่านมา ทั้งที่ก่อนหน้านั้นเมื่อวันที่ 4 กุมภาพันธ์ก็เพิ่งจะขึ้นไป 10% กระทรวงการต่างประเทศของจีนออกแถลงการณ์ที่รุนแรงที่สุดจนถึงขณะนี้ ระบุว่า หากสงครามคือสิ่งที่สหรัฐฯ ต้องการ ไม่ว่าจะเป็นสงครามภาษี สงครามการค้า หรือสงครามในรูปแบบใดก็ตาม จีนก็พร้อมสู้จนถึงที่สุด
ถ้อยคำอันแข็งกร้าวของจีนครั้งนี้สะท้อนสิ่งที่เคยเกิดขึ้นที่ในปี 2018 เมื่อทรัมป์เริ่มต้นสงครามการค้าครั้งแรกกับจีน และรัฐบาลจีนต้องเร่งตอบโต้ด้วยมาตรการต่างๆ แบบตาต่อตา ฟันต่อฟัน
นับตั้งแต่นั้นมา จีนได้พัฒนาเครื่องมือในการตอบโต้ที่ครอบคลุมมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการตั้งกำแพงภาษี การจำกัดการนำเข้า-ส่งออก การควบคุมทางเศรษฐกิจ การคว่ำบาตร การตรวจสอบด้านกฎระเบียบ และมาตรการกดดันบริษัทต่างชาติไม่ให้ทำธุรกิจในจีน ทั้งหมดนี้ถูกออกแบบมาเพื่อสร้างความเสียหายต่อเศรษฐกิจและธุรกิจของสหรัฐฯ เพื่อตอบโต้การดำเนินมาตรการของสหรัฐฯ
แนวทางนี้ทำให้รัฐบาลจีนสามารถตอบสนองต่อการขึ้นภาษีสินค้าจีนรอบล่าสุดของทรัมป์ได้อย่างรวดเร็ว โดยใช้มาตรการตอบโต้เป็นชุด เช่น
นักวิเคราะห์มองว่า รัฐบาลยังคงใช้แนวทางระมัดระวังในมาตรการตอบโต้ เพื่อให้มีพื้นที่สำหรับการเจรจาในอนาคต ขณะที่สี จิ้นผิง ประธานาธิบดีของจีน จะยังคงมีอำนาจต่อเนื่องตลอดสองสมัยของทรัมป์ ทำให้จีนสามารถวางแผนรับมือได้อย่างต่อเนื่องและรอบคอบ
แดเนียล รัสเซล รองประธานฝ่ายความมั่นคงและการทูตระหว่างประเทศของสถาบันนโยบายสังคมเอเชีย ระบุว่า สี จิ้นผิงเป็นผู้ตัดสินใจว่าตอนนี้ยังไม่ใช่เวลาที่เหมาะสมในการพูดคุยกับทรัมป์
"นี่ไม่ใช่ปัญหาเรื่องตารางเวลา แต่มันคือกลยุทธ์ของจีน" รัสเซลกล่าว โดยอธิบายว่า สี จิ้นผิง จะไม่ยอมเข้าร่วมการเจรจา หากมีโอกาสที่เขาจะถูกกดดันหรือเสียหน้า และทั้งในแง่การเมืองและยุทธศาสตร์ สีจะไม่ยอมเป็นฝ่ายร้องขอเจรจาอย่างแน่นอน แต่จีนกำลังตอบโต้แต่ละชุดของมาตรการภาษีจากสหรัฐฯ อย่างรวดเร็วแต่มีชั้นเชิง
เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา หวัง อี้ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของจีน กล่าวในงานแถลงข่าวประจำปีว่า "ไม่มีประเทศใดควรคิดไปเองว่า สามารถกดดันและควบคุมจีนได้ ขณะเดียวกันก็หวังจะรักษาความสัมพันธ์อันดีต่อกันกับจีนไว้ การกระทำสองหน้าลักษณะนี้ไม่เพียงส่งผลเสียต่อเสถียรภาพของความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศ แต่ยังบ่อนทำลายความไว้วางใจซึ่งกันและกัน" พร้อมย้ำว่า จีนยินดีต้อนรับความร่วมมือกับสหรัฐฯ แต่หากยังคงถูกกดดันอย่างต่อเนื่อง จีนก็จะตอบโต้กลับอย่างเข้มแข็ง
สกอตต์ เคนเนดี ผู้เชี่ยวชาญด้านเศรษฐกิจจีนจากศูนย์ศึกษายุทธศาสตร์และนานาชาติ (CSIS) ในกรุงวอชิงตัน ระบุว่า ครั้งนี้จีนไม่ได้รู้สึกตกใจ ต่อกลยุทธ์ของทรัมป์เหมือนครั้งก่อน เพราะพวกเขาเคยเจอเรื่องแบบนี้มาแล้ว และนี่คือสิ่งที่จีนคาดการณ์ไว้ล่วงหน้า